|
เจ้าอาวาสที่
๑ พระอริยมุนี นามเดิมว่า เอม เป็นบุตรของขุนนานาคฆมาสก และนางอ่วม นานาคฆ-มาสก ชาวกรุงเทพ ฯ เกิดในรัชกาลที่ ๓ เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๗๗ ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงผนวชประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาบรรพชาเป็นสามเณรในวัดนั้น ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ ปีขาล พ.ศ.๒๓๙๗ อุปสมบทมีนิยมนามตามภาษามคธว่า อายุวฑฒโน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์เมื่อยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ เป็นพระอุปัชฌายะ อุปสมบทแล้วคงอยู่ในสำนักนั้น ต่อมาเป็นฐานานุกรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น ในตำแหน่งพระครูพุทธมนต์ปรีชา มีหน้าที่สวดพระปริตร ท่านเป็นผู้ช่ำชองในอุจจารณวิธี เป็นครูฝึกซ้อมพระพิธีธรรมสำนักนั้น ถึงวันพุธที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๑ มีพระบรมราชโองการทรงตั้งท่านเป็นพระอริยมุนี ที่พระราชาคณะ ต่อมาถึงวันพุธที่ ๓ กรกฎาคม ในศกเดียวกันนั้น โปรดให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ท่านก็ตั้งใจปกครองทะนุบำรุงให้มีความเจริญขึ้นตามสมควรทั้งในส่วนบริหารและการปริยัติ พยายามจัดให้มีการศึกษาภาษาบาลีสืบมาไม่ขาดสาย จนมีนักเรียนสอบได้เป็นเปรียญประจำสำนักทันในยุคที่ท่านยังปกครองอยู่ ถึงปีมะแม พ.ศ. ๒๔๒๖ เวลา ๔ นาฬิกา ๔๕ นาที ก่อนเที่ยง วันที่ ๑๙ ตุลาคม ท่านอาพาธเป็นอหิวาตกโรค ถึงมรณภาพ ประมวลอายุได้ ๕๐ ปี มีพรรษา ๓๐ ครองวัดเทพศิรินทร์ได้ ๖ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเพลิงศพในบริเวณหน้าวัดเทพศิรินทร์ ณ วันจันทร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ยุคที่
๒ นับแต่เวลาที่พระอริยมุนี (เอม) ถึงมรณภาพแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชปรารภถึงพระที่สมควรจะทรงอาราธนาให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ต่อไป ครั้งนั้นในวัดโสมนัสวิหารมีพระเปรียญ ๒ รูป ที่ปรากฎคุณวุฒิมีผู้นิยมนับถือมาก คือ พระมหายัง(เขมาภิรโต) เปรียญ ๘ ประโยครูปหนึ่ง พระมหาเดช (ฐานจาโร) เปรียญโท ๕ ประโยครูปหนึ่ง มีคำเล่าว่า มีพระราขดำรัสถามสมเด็จพระสังฆราช (ปุสสเทโว สา) ว่าพระเปรียญ ๒ รูปนั้นรูปไหนจะสมควรเป็นเจ้าอาวาสได้ แต่สมเด็จพระสังฆราชถวายพระพรว่า พระเปรียญ ๒ รูปนั้นมีคุณวุฒิต่างกัน พระมหายังเชี่ยวชาญในการเทศนา เป็นที่นิยมของอุบาสกอุบาสิกาทั่วไป ฝ่ายพระมหาเดชเป็นที่รักใคร่นับถือของเพื่อนสพรหมจารีโดยมาก ในที่สุดโปรดพระมหาเดช จึงมีพระบรมราชโองการประกาศตั้งพระมหาเดชเป็นพระอริยมุนี ที่พระราชาคณะ ทรงอาราธนาให้มาครองวัดเทพศิรินทร์ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๗ โปรดให้มีกระบวนแห่ตามธรรมเนียม ในปีแรกที่มาครองวัดนี้ ท่านเจ้าอาวาสมีอายุ ๓๘ ปี มีพรรษา ๑๗ พรรษา พระที่มากับท่านเจ้าอาวาสนั้น คือหม่อมเจ้าพระเล็ก ๑ อันดับ ๗ ท่านเจ้าอาวาสคงอยู่ที่กุฎีใหญ่ คณะเหนือ ซึ่งเป็นกุฎีที่เจ้าอาวาสในยุคที่ ๑ เคยอยู่มานั้น ส่วนหม่อมเจ้าพระเล็กประทับที่กุฎีข้างกุฎีเจ้าอาวาส ให้ก่อกำแพงทึบโอบเนื้อที่ตอนเหนือ ซึ่งต่อจากกุฎีนั้น กับกุฎีเจ้าอาวาส โดยส่วนกว้าง ๑๖.๒๘ เมตร ยาว ๒๖.๒๐ เมตร สำหรับเป็นที่วิเวกผาสุก หม่อมเจ้าพระเล็กนั้น เป็นหม่อมเจ้าในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชา นับว่ามีหม่อมเจ้าพระประทับจำพรรษาในวัดนี้เป็นองค์แรก ต่อมามีอีกองค์หนึ่ง คือ หม่อมเจ้าพระเกต ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แต่ทั้งสองพระองค์นี้ หาปรากฎว่าได้เป็นเปรียญไม่ ชะรอยจะผนวชอยู่ไม่นาน ในการอุปสมบทตอนแรก ๆ ต้องนิมนต์พระเถระจากวัดอื่นมาเป็นพระอุปัชฌายะ ได้ยินว่าโดยมากอาราธนาพระพรหมมุนี (สุมิตโต เหมือน) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส และทูลเชิญสมเด็จพระสังฆราช (สา) เสด็จมาบางครั้ง ภายหลังท่านเจ้าอาวาสได้รับตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ นับว่าเป็นองค์แรกที่เริ่มมีประจำขึ้นในวัดนี้เอง ส่วนท่านเจ้าอาวาสจะไปเป็นอุปัชฌายะ ณ วัดไหนบ้าง และมีอันตวาสิกกับทั้งสัทธิวิหาริกเป็นจำนวนเท่าไรไม่ได้ความ ภิกษุสามเณรมากขึ้นกว่ายุคก่อน บางปีมีจำนวนภิกษุเกือบ ๗๐ รูป สามเณร ๑๐ รูปเศษ แต่ในปลายยุคกลับโรยลง แม้อุบาสกอุบาสิกาก็เช่นกัน มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากโดยลำดับ ได้ยินคำยกย่องว่า ท่านเจ้าอาวาสเทศน์ดีพอใช้ มีผู้พอใจฟังเทศน์ของท่านมาก ขนบธรรมเนียมในยุคนี้ มีบางอย่างซึ่งแก้เข้าหาแบบวัดโสมนัสวิหาร เช่นระเบียบการสวดมนต์ไหว้พระเป็นต้น ข้อนี้เป็นธรรมดาของวัดขึ้น ย่อมคล้อยตามหัววัด เพราะท่านเจ้าอาวาสได้รับอบรมฝึกหัดมาจากสำนักนั้นแล้ว ก็ต้องดำเนินไปตามแบบนั้น อันขนบธรรมเนียมกิจวัตรจะให้เป็นทำนองเดียวกันทั่วทุกพระอารามเห็นจะยากนัก แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็คงเป็นความงามอย่างหนึ่งที่น่าปลื่มใจ พระพิธีธรรมมีน้อยรูป หาผู้จะฝึกหัดได้ยาก จึงคืนหน้าที่นี้กลับไปวัดบวรนิเวศวิหารตามเดิม ต่อมาก็ไม่มีพระพิธีธรรมอีก เลขวัดโดยมากน่าจะทำประโยชน์ให้แก่วัดน้อยเต็มที ต่อมาจึงโปรดให้เลิก พระราชทานเงินบำรุงพระอารามแทน สำหรับวัดนี้ได้รับพระราชทานเดือนละ ๑๖๐ บาท ในชั้นต้นมีเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับเงินบำรุงนั้นมาทำความสะอาดในบริเวณพระอุโบสถ ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในความควบคุมของท่านเจ้าอาวาส และการก็คงจะแปรเข้าหาทำนองเดียวกับเลขวัดอีก ในที่สุดจึงโปรดให้ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้บงการตลอด นับว่าทางวัดได้รับความสะดวกมาก เมื่อจะให้กุลีทำงานอะไรที่ไหนก็ได้ตามควรแก่ความประสงค์ที่เป็นการบำรุงรักษาพระอารามจริง ๆ ไม่ใช่แต่ให้ทำความสะอาดเฉพาะในบริเวณพระอุโบสถ เพื่อเป็นการรับเสด็จเท่านั้น
ไวยาวัจกรแผนการศึกษา ได้พระอรรคเนศร (อ่วม) เป็นผู้รับหน้าที่ กับแผนกอาหารที่พระราชทานปีละ ๓ ชั่งทุกปี เคยเบิกเดือนละ ๒๐ บาทสมทบเข้าโรงครัวในครั้งนั้น ต่อมาพระสงฆ์เห็นพร้อมกันยกรายนี้เข้าในสมบัติวัดจนบัดนี้ แต่แผนกการบำรุงรักษาพระอาราม ได้ยินว่าน้องชายท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าดูแลอำนวยการ แต่มีคำบอกเล่าหลายปากร่วมกันเป็นเชิงตำหนิว่า ผู้ที่เป็นหัวหน้าอำนวยการบำรุงรักษาพระอารามนั้น ไม่สู้เข้มแข็งในหน้าที่นัก เพราะวัดยังมีที่รกหลายแห่ง ซึ่งไม่สมควรปล่อยปละไว้เช่นนั้น หนังสือพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ในรัชกาลที่ ๕ รับพระราชทานไว้สำหรับวัดนี้ ๑ จบพร้อมทั้งตู้ ซึ่งเชิญขึ้นประดิษฐานอยู่เหนือชุกชีพระอุโบสถ มีปรากฎในหมายรับสั่งว่า โปรดให้เชิญมาแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ด้วยกระบวนแห่ครึกครื้น คือคนถือธงชาย ๔ ถือธงมังกร ๕๐ ถือธงตะขาบ ๕๐ คู่แห่นุ่งสมปักลาย ๕๐ สวมเสื้อครุยขาว ๒๕ สวมลอมพอกขาว ๒๕ คนเชิญเครื่องสูง ๒๐ คนตีกลองชนะ ๒๐ คนประโคมปี่พาทย์ ๔ คนตีกลองแขก ๔ ตำรวจหามเสลี่ยง ๑๒ และยังมีรถม้าอีก ๑ คัน เชิญพระไตรปิฎกตั้งบนราชรถ ตั้งกระบวนหน้าพระที่นั่งไชยชุมพล ออกเลี้ยวถนนบำรุงเมืองมาวัดนี้ ครั้นเชิญไว้ในวัดนี้แล้ว เดินกระบวนเชิญไปไว้ ณ วัดปทุมวนารามอีกจบหนึ่ง ในยุคนี้มีพระครูพิเศษรูปหนึ่ง ซึ่งได้รับตั้งในคราวเดียวกับที่ทรงตั้งท่านเจ้าอาวาสให้เป็นพระราชาคณะ ก่อนจะมาครองวัดนี้นั้น คือพระครูกัลยาณคุณ (กาฬนาโม นาม) ต่อมาเมื่อทรงเลื่อนชั้นเป็นพระราชาคณะแล้ว ก็มิได้โปรดให้ท่านผู้ใดเป็นพระครูพิเศษประจำวัดในยุคนี้อีก ตอนปลายยุคมีพระครูวิจิตรธรรมภาณี (สิริจนโท จันทร์) มาพักอยู่รูปหนึ่ง ท่านผู้นี้เคยมาอยู่เล่าเรียนในยุคที่ ๑ แต่ไม่ทันเข้าแปลในสนามหลวง พอสิ้นยุคที่ ๑ ก็ย้ายไปอยู่สำนักอื่น ครั้งนี้เป็นพระครูก่อนแล้วจึงมาพักอยู่อีก เพื่อเรียนปริยัติธรรมเพิ่มเติม มีพระออกวัดไปเป็นเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง คือพระปลัดสอน ฐานานุกรมของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งเข้าแปลพระปริยัติธรรมได้ ๓ ประโยค ในปีจอ พ.ศ. ๒๔๒๙ แล้วทรงตั้งเป็นพระครูสีลสังวร โปรดให้ไปครองวัดวงศมูล พระอารามหลวง อยู่ในจังหวัดธนบุรี ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ท่านเจ้าอาวาสขึ้นชั้นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระเทพกวี รุ่งขึ้นปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๓๖ ทรงตั้งให้พระครูกัลยาณคุณเป็นพระวินัยรักขิต ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาส ถัดมาถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ ท่านเจ้าอาวาสขึ้นเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ ในยุคนี้จึงนับว่ามีพระราชาคณะ ๒ องค์ทั้งเจ้าอาวาสสมณศักดิ์อย่างสูงถึงพระราชาคณะชั้นธรรม แผนกการศึกษาพอจะเริ่มเจริญขึ้นบ้าง ก็ประจวบถึงปลายยุค ได้พระมหาสิทธิ เป็นกำลังช่วยในการสอนรูปหนึ่ง มีพระเปรียญตลอดยุคนี้เพียง ๑๐ รูปเศษ ได้ชั้นเปรียญเอก ๗ ประโยคเป็นอย่างสูง แต่มีรูปเดียว คือพระมหาน้อย (เขมิโย) อาศัยการเปรียญเป็นที่สอนตามเดิม ต่อมาปีขาล พ.ศ. ๒๔๓๓ จึงย้ายจากการเปรียญไปสอนที่โรงเรียนเจ้าพระยานรรัตน ฯ ในคณะกลางเมื่อมีมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นสภาอำนวยการศึกษาในคณะธรรมยุต วิทยาลัยนั้นก็ได้รับโรงเรียนวัดนี้เป็นสาขาอยู่ในบำรุงและท่านเจ้าอาวาสได้เป็นกรรมการในวิทยาลัยด้วยองค์หนึ่ง การโรงเรียนวัดนี้จึงเริ่มเปลี่ยนรูปใหม่ใช้หลักสูตรตามระเบียบของวิทยาลัย เลิกการสอนแบบมูลกัจจายนะ มีนักเรียน ๓๙ คนเป็นอย่างมากเริ่มตั้งมีแต่ชั้นสามัญ ครั้นรุ่งปีใหม่ (คือ พ.ศ. ๒๔๓๗) นักเรียนสอบชั้นสามัญได้ ๓ รูป เลื่อนขึ้นเป็นชั้นนักเรียนตรี ก็พอดีสิ้นยุคที่ ๒ ลง เพราะฉะนั้น นับว่าโรงเรียนนี้เพิ่งจะมีชั้นน.ตรี เป็นสูงสุดในคราวนั้น ฝ่ายโรงเรียนหนังสือไทยก็จัดให้มีขึ้นตามระเบียบของวิทยาลัยอาศัยการเปรียญเป็นที่สอน
วัตถุสถานเท่าที่สำเร็จไว้ในยุคก่อนนั้น ยังไม่ต้องซ่อม ที่ยังค้างก็ทำต่อมา มีการแก้ไขบ้างบางแห่ง ที่ทำขึ้นใหม่ทีเดียวก็มี ในผ่ายวัดได้ให้เสริมกัปปิยกุฎีหลังซ้ายที่อยู่หน้ากุฎีท่านเจ้าอาวาส ทำเป็นหอสูงขึ้นหลังหนึ่ง บอกบุญชาวบ้าน ก่อพระเจดีย์ดินอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เกลี่ยดินถมที่ลุ่มเหมือนคราวก่อน ในปีฉลู พ.ศ. ๒๔๓๒ เจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต) ซึ่งเวลานั้นยังอยู่ในบรรดาศักดิ์พระยา บริจาคทรัพย์จ้างช่างให้ก่อกำแพงรั้วเหล็กตอนหน้าวัดวางแนวจดถนนกรุงเกษม ทำประตูเหล็ก ๓ ประตูตรงกับศาลาท่าฉนวน และกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อขยายเขตวัดตอนหลังบริเวณพระอุโบสถ ให้ขยายยื่นออกไปอีกเส้นเศษ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ก็ให้รื้อศาลาดินที่ติดกำแพงแนวหลัง พร้อมทั้งกำแพงนั้นด้วย ขุดคูชักออกไปในด้านตะวันตก เอาดินถมคูตอนตรงกับกำแพงที่รื้อออกเสียนั้นและขุดโอบไปประจบคูแนวหลังตอนใต้ ขนดินถมตามที่ลุ่มอันเป็นพื้นวัด และถมพื้นล่างของกุฎีที่ยังไม่เสมอ ทำให้เรียบร้อยเป็นที่อาศัยได้ ก่อกำแพงรั้วเหล็กต่อไปจากกำแพงเก่า เป็นแนวขนานไปตามลำคู เพื่อโอบที่ตอนใหม่นี้แล้ว สร้างโรงเรียนตึกตรงศาลาดินเก่าที่รื้อออกนั้นหลังหนึ่งสร้างศาลากินอาหาร และมีห้องอาบน้ำถัดจากโรงเรียนนั้นไปตอนตะวันตกหลังหนึ่ง ต่อมาเลิกเลี้ยงอาหารและอาบน้ำ กั้นห้องได้ ๘ ห้อง ให้พระเณรอยู่ และเก็บพัศดุของวัดมาจนบัดนี้ โรงเรียนตึกนั้นห่างจากกำแพงแก้ว ๗.๒๐ เมตร เป็นตึก ๒ ชั้น มีผนังรอบ กว้าง ๙.๖๕ เมตร ยาว ๑๘.๔๖ เมตร ผนังหนา ๓๕ เซ็นต์ ฐานสูงจากลานดินถึงพื้นชั้นล่าง ๔๐ เซ็นต์ จากชั้นล่างถึงชั้นบน ๓.๕๕ เมตร จากชั้นบนถึงฝ้า ๓.๙๐ เมตร จากฝ้าถึงอกไก่ ๓.๐๔ เมตร ชั้นล่างมีประตูด้านหน้าประตูหนึ่ง และด้านหลังประตูหนึ่ง มีบันไดไม้ภายในสำหรับขึ้นลง ชั้นบนอยู่ริมประตูด้านหน้า ส่วนชั้นบนก็มี ๒ ประตู ตรงกับชั้นล่าง และก่อบันไดข้างนอกสำหรับขึ้นลงชั้นทั้งสองประตู ด้านหน้ามีมุข ๓ มุข มุขในด้านหน้า เฉพาะมุขริมทางใต้มีจารึกตัวเลขฝรั่งเป็นจำนวนคริสตศก ในปีที่สร้างเสร็จคือคริสตศักราช ๑๘๙๐ และมุขริมทางเหนือมีจารึกเลขไทยบอกปีที่สร้าง คือ ร.ศ. ๑๐๙ หลังคามุงกระเบื้องไทย โรงเรียนนี้ต่อไปจะเรียกว่าโรงเรียนเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต ฯ ศาลากินอาหารและอาบน้ำนั้น ห่างจากกำแพงด้านตะวันตก ๕.๐๙ เมตร ฐานก่ออิฐถือปูน ฝาไม้รอบ เว้นแต่ที่ห้องน้ำ จึงทำเป็นผนัง หลังคาสังกะสี ฝ้าไม้ ส่วนกว้าง ๑๑.๓๒ เมตร ยาว ๑๙.๔๕ เมตร จากลานดินถึงพื้นไม้ ๘๐ เซ็นต์ จากพื้นดินถึงฝ้า ๕ เมตร จากฝ้าถึงอกไก่ ๒.๒๕ เมตร ศาลานี้ต่อมาเรียกว่าห้องก๊อก ให้ขุดสระน้ำที่คณะใต้อีกสระหนึ่ง ตอนริมประตูตะวันตก ปักเสาแขวนคานกลางบ่อ ทำห้องอาบน้ำไว้ริมบ่อคล้ายกับที่มีในคณะเหนือทำถนนไปมาติดต่อกันทุกคณะ เป็นถนนก่ออิฐตะแคงรูปหลังเต่าทุกสาย เมื่อการก่อสร้างเหล่านี้เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้มีประกาศข้อความ ว่าด้วยพระราชทานที่อุปจารสีมาดังสำเนาต่อไปนี้ ด้วยมีพระบรมราชโองการ ประกาศให้ชนทั้งปวงทราบทั่วกันว่า ที่ดินหลังวัดเทพศิรินทราวาส ยาวตามแนวหลังวัดด้านตะวันออก ๑ เส้น ๑๖ วา ยาวด้านตะวันตก ๑ เส้น ๑๖ วา กว้างด้านเหนือ ๑ เส้น ๑ วา กว้างด้านใต้ ๑ เส้น ๑ วา พระยานรรัตนราชมานิตมีศรัทธาขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ออกทรัพย์ซื้อเหล็กปูน จ้างจีนก่อเป็นกำแพงรั้วเหล็กรอบติดเนื่องกับเขตอาราม ภายในกำแพงถมดินก่อถนนปลูกศาลา และขุดสระน้ำ ทำสะอาดงดงามเรียบร้อย เขตภูมิสถานมีประมาณดังกล่าวมานี้ ทรงพระราชทานอุทิศเป็นที่สงฆ์กัปปิยภูมิอุปจารของวัดเทพศิรินทราวาส ตั้งแต่วันที่ได้ทรงประกาศนี้ไป คือวันที่ ๑๘ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ เป็นวันที่ ๘,๑๐๔ ในรัชกาลปัจจุบันนี้ ฝ่ายช่างหลวงยังคงทำการก่อสร้างพระอุโบสถและกุฎีเป็นลำดับมา ได้ยินว่า ตอนหลังมักจะโอ้เอ้ ทำบ้างเว้นบ้าง พอจวนออกพรรษาก็เริ่มปลูกนั่งร้าน ทำการสร้างพระอุโบสถ ต่อไปถึงฤดูหนาวต่อฤดูร้อนก็รามืออีก ที่ทำเช่นนี้ใคร ๆ ก็ต้องเข้าใจได้ว่าทำถวายทอดพระเนตรในเวลาเสด็จพระราชดำเนินทรงทอดพระกฐินเป็นแน่ และประจวบด้วยเป็นเวลาที่แม่กองประชวรกระเสาะกระแสะ มิได้เสด็จทรงกำกับการเหมือนแต่ก่อน ครั้นถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็สิ้นพระชนม์ พระอุโบสถนั้นสร้างยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่พออาศัยได้แล้ว จึงรื้อโบสถ์เล็กออก เชิญพระพุทธรูปยืน ๒ องค์ ซึ่งเป็นพระฉลองพระองค์สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ และสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์ จากโบสถ์เล็กไปประดิษฐานเหนือชุกชีในพระอุโบสถ ทรงพระราชดำริไว้ว่า ถ้าสร้างพระวิหารยอดปรางค์เสร็จแล้ว จะโปรดให้เชิญพระพุทธรูป ๒ องค์นั้นไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารยอดปรางค์ แต่พระวิหารยอดปรางค์ก็เพิ่งจะก่อขึ้นเพียงฐานเท่านั้น พระอุโบสถซึ่งยังจะต้องสร้างส่วนประกอบอีกหลายอย่าง คือรูปจำลองตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เพดานซุ้มประตูหน้าต่างทั้งภายในและภายนอก บัวปลายเสา ลายที่ผนังและที่บานประตูหน้าต่างนอกจากนั้นนับว่าพอเสร็จ เมื่อเริ่มสร้างรูปจำลองตรงที่เพดาน และทำซุ้มประตูหน้าต่างเฉพาะภายนอกก็ประจวบถึงเวลาสิ้นยุค ส่วนพระประธานและพระสาวกนั้น ปรากฎในหมายรับสั่งว่าเพิ่งได้โปรดให้หล่อรูปพระสาวก ๒ องค์ เมื่อวันอังคารที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๗ รุ่งขึ้นปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงหล่อพระประธานที่โรงหล่อสังกะสี ณ วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน รูปหล่อพระสาวกและพระประธานนั้น ยังหาได้โปรดให้เชิญมาไม่ จนตลอดยุคที่ ๒ นี้ จึงยังไม่มีพระประธานเช่นเดียวกับยุคที่ ๑ ที่หน้าพระอุโบสถตอนซ้าย ซึ่งห่างจากพระอุโบสถไป ๕.๐๕ เมตร สร้างศาลาโถงหลังหนึ่งกว้าง ๗.๕๕ เมตร ยาว ๑๓.๒๐ เมตร ฐานปูกระเบื้อง หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูกจีน จากพื้นฐานถึงปลายเสาริมสูง ๓.๑๐ เมตร จากปลายเสาถึงขาดยอด ๒.๗๐ เมตร
ในคณะใต้สร้างกุฎีเพิ่มขึ้นอีก คณะนี้ ว่าโดยส่วนกว้างก็เท่ากับคณะเหนือ แต่ส่วนยาวนั้นเพียง ๑๑๖.๓๐ เมตร ซึ่งสั้นกว่าคณะเหนือ ๘.๑๕ เมตร และการจัดแนวกุฎีก็ต่างจากคณะเหนือคือสร้างกุฎีเป็น ๓ แถว สำหรับแถวนอกก่อติดกำแพงวัด แนวใต้มี ๓ หลัง รวม ๕ ห้อง แถวกลางมี ๒ หลัง รวม ๖ ห้อง แถวในก่อติดกำแพงคั่นคณะมี ๓ หลัง รวม ๗ ห้อง จะก่อหลังที่ ๔ ที่ ๕ อีก แต่ไม่ทันสำเร็จ คงก่อได้เพียงฐานทิ้งไว้เท่านั้น ห้องในของกุฎีเหบ่านี้ไม่ได้ทำฝ้าส่วนห้องเฉลียงทำฝ้าไม้เหมือนกุฎีในคณะเหนือ แต่ก็หาได้ทาสีไม่ ถนนกลางคณะใต้นั้นกว้าง ๔ เมตร ยืนตรงจากประตูด้านตะวันออกจดประตูด้านตะวันตกเหมือนถนนในคณะเหนือ สุสานหลวงที่หลังวัด เริ่มมีขึ้นในปลายยุคนี้ เมื่อก่อนที่จะโปรดให้สถาปนาสุสานหลวงขึ้นนั้นเคยมีงานเมรุพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าปัณฑวรรณวโรภาศ และศพสมเด็จพระวันรัต (พุทธสิริ ทับ) ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ก็โปรดให้สร้างพลับพลาจตุรมุขเป็นที่ประทับ (ตรงที่สร้างพลับพลายก สำหรับเป็นที่ประทับในงานก่อพระเจดีย์ทรายซึ่งรื้อออกแล้ว) และโปรดให้สร้างพระเมรุในที่ตอนเหนือพลับพลานั้น ครั้นต่อมาราว พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงทรงพระราชดำริสถาปนาสุสานหลวงขึ้นที่หลังวัดนี้ ในตำนานสุสานหลวงที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียงมีว่า ข้อซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกว่าสุสานนั้น เพราะทรงพระราชดำริว่า จะเรียกอย่างอื่น เช่นเรียกว่าที่เมรุ หรือที่อันใดอื่นซึ่งใช้กันอยู่ ไม่ตรงกับพระราชดำริในการสร้าง จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เอาคำบาลีว่า สุสาน อันแปลความว่า ที่ปลงศพ มาเรียก กระแส พระราชดำริที่จะสร้างสุสานนั้น คือจะให้มีที่อันตบแต่งรักษาไว้ให้สะอาดอยู่เสมอ และมีสถานอันเป็นเครื่องประกอบการเมรุ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ให้ครบครัน เมื่อจะทำการปลงศพอย่าให้ต้องสร้างอันใดใหม่ เว้นไว้แต่ตัวเมรุหรือโรงทึมอย่างเดียว ที่จะต้องสร้างใหม่เป็นของทำชั่วคราว ให้ปลูกสร้างได้ตามสมควรแก่ชั้นยศศักดิ์หรือความพอใจของเจ้าภาพ ไม่ให้มีข้อรังเกียจเหมือนกับเมรุปูนด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ปลงศพที่สุสานนี้ได้ทุกชั้นบรรดาศักดิ์ สุดแต่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษเป็นสำคัญ การดูแลรักษาสถานที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาสเดิมเป็นพนักงานของกระทรวงโยธาธิการ เพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้มีพระราชดำรัสสั่งสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อยังเสด็จดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนั้น เป็นผู้รับสั่งสถาปนาที่สุสานหลวง ที่สุสานหลวงนี้ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ทำการพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอิศริยาภรณ์ เมื่อ ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๗) เป็นปฐม และครั้งนั้นทรงสร้างที่ตั้งพระศพเป็นพลับพลาของถาวร พระราชทานนามว่า พลับพลาอิศริยาภรณ์ สำหรับจะได้ใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพงานอื่น ๆ ต่อไป ส่วนประตูรั้วเหล็กรอบบริเวณกับทั้งถนนหนทาง และแต่งลานที่ในสุสานหลวง เป็นของหลวงทรงสร้างทั้งสิ้น การปลงศพอันเป็นงานหลวง เช่นพระศพเจ้านายซึ่งไม่ได้ทำพระเมรุที่ท้องสนามหลวง หรือทำที่อื่น เทียบด้วยท้องสนามหลวง ก็มักทำที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาสโดยมาก ส่วนงานศพซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าภาพนั้นถ้ากราบบังคมทูลขอรพะบรมราชานุญาต และทรงพระราชดำริเห็นสมควร ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษ ให้ปลงที่สุสานหลวงได้ ไม่เลือกด้วยชั้นบรรดาศักดิ์มีตั้งแต่ศพเจ้าพระยาลงมาจนศพคฤหบดี ถาวรวัตถุในสุสานหลวงตอนแรกก็มีแต่พลับพลาอิศริยาภรณ์ และรั้วเหล็กรอบดังกล่าวมาแล้ว ส่วนศาลาและสามสร้าง เป็นของมีขึ้นในยุคที่ ๔ กับยุคที่ ๕ ประตูรั้วเหล็กในชั้นต้นมีแต่ ๒ ประตู คือประตูเหนือเป็นที่เข้าออกของเจ้าภาพและผู้ไปปลงศพ ประตูตะวันตกเฉียงใต้เป็นทางเชิญศพเข้าสุสานหลวง รัฐบาลได้ตัดถนนพลับพลาชัยในคราวเดียวกับที่เริ่มสร้างสุสานหลวงครั้นต่อมารัฐบาลตัดถนนหลวงอีกสายหนึ่ง ผ่านทางด้านใต้ของสุสานหลวง จึงทำประตูสุสานเพิ่มขึ้นอีกประตูหนึ่งทางด้านใต้ และใช้เป็นประตูเชิญศพเข้าสุสานหลวงแทนประตูตะวันตกเฉียงใต้นั้น ในคราวที่รัฐบาลตัดถนนหลวงนั้น แนวของถนนยื่นมาตรงกับคูวัดด้านใต้ จึงให้ถมคูตอนนั้นเสีย เพื่อมิให้ถนนต้องคดอ้อม เพราะฉะนั้น เขตวัดด้านใต้จึงจดถนนหลวงสืบมา ถึงปีมะเมีย พ.ศ.๒๔๓๗ ท่านเจ้าอาวาสอาพาธหนักด้วยโรคริดสีดวงงอก ซึ่งเป็นเรื้อรังมาช้านาน กำเริบมากขึ้น อาการมีแต่ทรงกับทรุดโดยลำดับ ครั้น ณ วันพุธที่ ๑๔ มกราคม เวลา ๙ นาฬิกา ท่านก็ถึงมรณภาพ รวมระยะกาลที่ได้ปกครองวัดมาเป็นจำนวน ๑๑ ปี ในยุคนี้เขตวัดแนวหลังตอนกลางขยายยื่นออกไป พร้อมทั้งโรงเรียนตึกหลังหนึ่ง และศาลากินอาหารและอาบน้ำอีกหลังหนึ่ง มีบ่อน้ำในคณะใต้ ทั้งกุฎีก็สร้างเพิ่มอีก ๑๖ ห้อง มีถนนไปมาติดต่อได้ทุกบริเวณ มีกำแพงเหล็กริมถนนกรุงเกษม มีบริเวณสุสานหลวงในตอนหลังวัด ได้รับพระราชทานเงินบำรุงรักษาพระอาราม พระอุโบสถก็พออาศัยทำสังฆกรรมได้ ส่วนแผนกการศึกษานั้น เป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่มหามกุฎราชวิทยาลัยรับโรงเรียนวัดนี้เข้าเป็นสาขา นับว่าได้เริ่มต้นที่จะย่างขึ้นสู่ความเจริญ ถ้าท่านผู้จัดการโรงเรียนมีความสามารถพอ แต่เผอิญถึงคราวที่ท่านเจ้าอาวาสทุพพลภาพลงด้วยโรคเบียดเบียนมาก จึงไม่ทันได้ดำเนินกิจการให้เต็มที่ก็พอดีสิ้นอายุของท่านเสีย. เจ้าอาวาสที่
๒ พระธรรมไตรโลกาจารย์ นามเดิมว่า เดช เป็นบุตรอุบาสิกาปราง ชาวบ้านราชบุรณะ จังหวัดพระประแดง เกิดในรัชกาลที่ ๓ ปีมะแม พ.ศ. ๒๓๙๐ ถึงรัชกาลที่ ๔ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๑๑ ได้อุปสมบท ณ วัดโสมนัสวิหาร มีนิยมนามตามภาษามคธว่า ฐานจาโร สมเด็จพระวันรัต (พุทธสิริ ทับ) แต่ยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมมุนี เป็นพระอุปัชฌายะ พระวินัยธร ด้วงเป็นพระอุปสัมปทาจารย์ เล่าเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักพระอุปัชฌายะหลายพรรษา ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ เข้าแปลพระปริยัติธรรมครั้งแรกในที่ประชุมพระราชาคณะ พระที่นั่งสุทไธศวรรย์ได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค ในปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๒๔ เข้าแปล ได้ประโยค ๕ ถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงตั้งเป็นพระอริยมุนี ที่พระราชาคณะ มีนิตยภัตเดือนละ ๔ ตำลึง พระราชทานตาลปัตรแฉกหักทองขวางเป็นเครื่องยศ ทรงอาราธนาให้มาครองวัดเทพศิรินทราวาสในศกนั้นครั้นถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระเทพกวี มีสำเนาประกาศดังนี้ ให้เลื่อนพระอริยมุนีเป็นพระเทพกวี ศรีวิสุทธินายก ตรีปิฎกปรีชา มหาคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส วรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๔ ตำลึงกึ่ง พระราชทานตาลปัตรแฉกหักทองขวางประดับพลอยเป็นเครื่องยศ มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๔ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสังฆวิชัย ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ รวม ๔ รูป ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ ทรงเลื่อนเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์มีสำเนาประกาศดังนี้ ได้เลื่อนพระเทพกวีเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ ญาณวิสารทนายก ตรีปิฎกปรีชา มหาคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส วรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัตเดือนละ ๕ ตำลึง พระราชทานตาลปัตรเฉกพื้นแพรแดง ประดับดิ้นเลื่อมเป็นเกียรติยศ มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ ๕ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ ท่านได้เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอุปัชฌายะ บวชกุลบุตรขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และได้เทศนาสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกาคฤหัสถ์บริษัท ให้เกิดความสังเวชและศรัทธาเลื่อมใส ตั้งอยู่ในเบญจศีลเบญจธรรมสัมมาปฏิบัติเป็นอันมาก เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัยขึ้น ท่านเป็นกรรมการในชุดแรก และเป็นผู้สอบไล่พระปริยัติธรรมด้วย จัดตั้งโรงเรียนภาษาบาลีซึ่งเป็นสาขาของมหามงกุฎราชวิทยาลัยขึ้นที่วัดเทพศิรินทราวาส ทั้งได้ตามเสด็จสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งครั้งนั้นยังทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น ฯ ออกไปจัดการพระพุทธศาสนาในหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกรูปหนึ่ง ควรนับว่าเป็นพระทำธุระในพระพุทธศาสนาให้เกิดหิตานุหิตประโยชน์แก่ประชุมชนไม่เสาะแสวงแต่ประโยชน์ตนถ่ายเดียว ท่านอาพาธเป็นโรคริดสีดวงงอก มีโลหิตตกเนือง ๆ ล่วงมาช้านาน หาหมอเชลยศักดิ์ให้รักษาก็หลายคน อาการมีแต่ทรงและทรุดเป็นลำดับ ใน พ.ศ. ๒๔๓๗ โรคนั้นกำเริบมากขึ้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระสิทธิสาร หมอยา ขุนภักดีองค์หมอนวด ไปประจำรักษาพยาบาลท่าน แต่อาการหาทุเลาไม่ กระทรวงธรรมการมีคำสั่งให้หม่อมเจ้าภูลสวัสดิ์ กับหมอกรมพยาบาลไปช่วยพระสิทธิสารอีก ครั้นรุ่งเช้า วันที่ ๑๔ มกราคมในปีนั้น ท่านมีอาการหนักเพียบถึงที่สุด ให้หอบเป็นกำลัง หมอประกอบยาแก้หอบถวายหาคลายไม่ เวลา ๙ นาฬิกา ท่านก็ถึงมรณภาพ ประมวลอายุได้ ๔๘ ปี มีพรรษา ๒๗ ต่อไปนี้คัดจากหนังสือราชกิจจานุเบกษา มีเนื้อความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอาลัยเสียดายเป็นอันมาก พระราชทานโกศเหลี่ยมราชนิกูลให้เป็นเกียรติยศ สำหรับคุณความดีที่มีแก่พระพุทธศาสนา พระครูสมุห์ปึกผู้ได้รับปลงบริขารเป็นผู้จัดการศพ พร้อมด้วยพระวินัยรักขิต (นาม) ฐานานุกรมและภิกษุสามเณรในพระอาราม ถึงวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๘ โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนักงานจัดการศพที่กุฎี และมีการเล่นที่แนวถนนใหญ่หน้าพลับพลา วันที่ ๒๘ เวลาบ่าย ยกลองในโกศศพพระธรรมไตร-โลกาจารย์แต่กุฎีขึ้นเสลียงหิ้วไปขึ้นเสลี่ยงแปลงที่หน้าพระอุโบสถ ประกอบโกศลุ้งแล้วเสร็จตั้งกระบวนแห่เดินมาถนนใหญ่สู่สุสานหลวง ครั้นเปลื้องโกศออกชำระเสร็จแล้ว ยกลองในขึ้นตั้งบนตารางเหนือฐานที่พระราชทานเพลิง แวดวงด้วยม่านแล้วเสร็จ เวลาค่ำโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงทอดผ้าไตร ๑๐ ไตร สดับปกรณ์ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์ ทรงประชุมเพลิงที่พระราชทาน การเล่นในงานนี้มีโขน ๑ โรง หนัง ๑ โรง และดอกไม้เพลิงพระราชทานผลกัลปพฤกษ์วันละ ๒ ต้น กลองชนะ ๑๐ คู่ จ่าปี่ ๑ ประโคมศพ |