|
เจ้าอาวาสที่
๕ ยุคที่ ๕ เมื่อหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรออกจากหน้าที่เจ้าอาวาสแล้ว โปรดให้พระอมราภิรักขิต(ญาณวโร เจริญ) เป็นเจ้าอาวาสต่อมา แต่วันพุธที่ ๒๕ มกราคม ในปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ นั้นมีสำเนาทรงตั้งของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งครั้งนั้นยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น ฯ ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ในตำแหน่งสมเด็จเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตติกนิกาย ดำเนินตามกระแสพระบรมราชโองการดังนี้ ที่ ๖๘ มีพระบรมราชโองการให้พระอมราภิรักขิตเป็นเจ้าอาวาสรักษาวัดเทพศิรินทราวาส ให้มีอำนาจบังคับบัญชาภิกษุสงฆ์สามเณรและศิษย์วัด ตามหน้าที่เจ้าอาวาสทุกประการ จงเว้นการควรเว้น ประพฤติการควรประพฤติ ตามสมควรแก่ผู้อยู่ในตำแหน่งนี้ ให้ภิกษุสงฆ์สามเณรและศิษย์วัดในวัดเทพศิรินทราวาส มีความนับถือเชื่อถ้อยฟังคำและประพฤติตามคำสั่งของพระอมราภิรักขิตในทางที่ชอบธรรม ตามสถานของลูกวัดผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเจ้าอาวาสทุกประการ
วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ ๒๕ มกราคม ร.ศ.๑๑๗ (ลงพระนาม) กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส
ในปีแรกเป็นเจ้าอาวาส ท่านมีอายุ ๒๗ ปี พรรษา ๗ อยู่ที่กุฏีหม่อมแย้มในคณะใต้ซึ่งอยู่มาแต่เดิมประมาณ ๓ ปี ภายหลังพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นั้น มีกระแสรับสั่งให้ย้ายมาอยู่ที่กุฏีเจ้าพระยานรรัตน ฯ ในคณะกบาง เพื่อสะดวกในทางปกครอง เมื่อก่อนเป็นเจ้าอาวาสก็ได้โปรดให้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลปราจีนบุรีอยู่ตำแหน่งหนึ่งแล้ว ทั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้เป็นผู้กำกับวัดสัมพันธวงศ์อีกส่วนหนึ่ง ท่นปฎิบัติการเป็นที่ต้องพระราชประสงค์โดยมาก ดังจะเห็นได้จากความในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งซึ่งสำเนาดังนี้ ที่ ๒๔ / ๖๔๒ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท วันที่ ๑๑ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๘ กราบทูล กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส หม่อมฉันได้รับหนังสือฉบับหมายเลขที่ ๑๐๘ ลงวันที่ ๙ เดือนนี้ ส่งรายงานพระอมราภิรักขิต ตรวจจัดการศึกษามณฑลปราจีนบุรีนั้น ได้ตรวจดูตลอดแล้ว เห็นว่าพระอมราภิรักขิตมีความสังเกตและความจดจำละเอียดนัก ทั้งได้เอาใจใส่ตริตรองในการที่จะทำมากควรจะสรรเสริญ และดูเป็นผู้เข้าใจปรุโปร่งในเขตแขวงเหล่านั้นมาก เพราะเป็นชาติภูมิ สมควรแก่ที่จะจัดการศึกษาและการคณะในแถบนั้นให้เจริญได้ แต่จะเว้นเสีย ไม่แสดงความพอใจอันเกิดขึ้นในใจแล้วอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ คือดีใจว่า วัดเทพศิรินทร์ได้สมภารอันพึงหวังใจได้ดังนี้ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด (พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์ การที่นำสำเนาพระราชหัตถเลขามาลงไว้นี้ ด้วยหวังว่าจะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความอุตสาหะของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งได้ทำให้ปรากฎในหน้าที่ผู้อำนวยการศึกษามณฑลนั้น ต่อมาก็โปรดให้เป็นเจ้าคณะมณฑล ทางมหามกุฎราชวิทยาลัยก็โปรดให้เป็นกรรมการอีกตำแหน่งหนึ่ง คุณสมบัติอันสัมพันธ์กับวิธีปกครองของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งข้าพเจ้าได้ทราบเป็นเค้าเงื่อน ประกอบกับที่เคยได้ฟังท่านแนะนำพระบางรูปที่จะออกวัดไปเป็นสมภาร เห็นว่าควรจะกล่าวไว้เป็นสังเขปในที่นี้ เพื่อแสดงลักษณะการปกครองของท่าน ซึ่งเป็นเหตุให้วัดที่นับว่าเจริญในยุคที่ ๔ นั้น มีความรุ่งเรืองต่อมาได้อย่างไร หลักสำคัญในการเริ่มต้นปกครอง จะต้องปลูกความนิยมให้เป็นภาคพื้นก่อน ด้วยให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเห็นความอุตสาหะในการทำคุณประโยชน์ค่อยผ่อนผัน อะลุ้มอล่วยให้การดำเนินไปโดยเรียบร้อย นี่เป็นข้อหนึ่งที่ท่านได้พยายามมาแล้วโดยลำดับ ยังมีคุณสมบัติของท่านอีก ๔ ข้อ ซึ่งเป็นเครื่องสนับสนุนการปกครองเป็นอย่างดียิ่ง ได้แก่ ความอดใจ ความแช่มชื่น การทำจริง และการทำตัวอย่างอันดี ดังจะเห็นได้ในอาการปกครองของท่าน คือ ๑. มีเหตุบางอย่างที่ทำให้ช้ำใจบ้าง ทำให้ขุ่นใจบ้าง ท่านก็พยายามอดกลั้น ไม่แสดงอาการผลุนผลันให้ปรากฎ แต่ก็ไม่เก็บไว้เป็นเครื่องอัดใจ คิดอ่านแก้ไขปฏิบัติการไปตามสมควร ๒. ในการตักเตือนว่ากล่าวผู้อยู่ในปกครอง ตามความผิดที่ทำโดยละเมิดหรือโดยบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านไม่เคยใช้คำหยาบและไม่เคยแสดงกิริยาเอะอะตึงตัง ค่อยพูดจาว่ากล่าวชี้แจงให้ผู้ผิดสำนึกต่อโทษของตน อันนี้ก็นับเป็นวิธีช่วยเหลือผู้ผิด ให้มีกำลังใจคิดในทางถูกต่อไปตามสมควร เหมือนแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดเนื้อร้าย จำเป็นต้องบำรุงกำลังคนไข้ให้มีขึ้นเพียงพอก่อนจึงจะเกิดผลดีในการรักษา ๓. ทำการไม่โลเลด้วยอาศัยความบากบั่นและเอาใจใส่โดยสม่ำเสมอ ๔. ความประพฤติของท่านสมกับเป็นผู้นำจริง ๆ คือไม่ใช่แต่ตั้งใจสั่งสอนผู้อื่นฝ่ายเดียว ท่านก็ได้พยายามบำเพ็ญปฎิบัติอยู่โดยเคร่งครัด แม้เพียงจรรยาเล็กน้อยที่มักให้อภัยกัน ท่านก็ระวังไม่ให้บกพร่อง สำหรับข้อนี้บรรดาศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดย่อมจะทราบได้ดี เพราะได้เห็นอยู่โดยปกติแล้ว ข้อทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าจะเห็นไปว่าเป็นการพูดเพื่อยกย่องจะทราบได้ดี เพราะได้เห็นอยู่โดยปกติแล้ว ข้อทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าจะเห็นไปว่าเป็นการพูดเพื่อยกย่องอย่างเดียว ก็ควรจะรวมพรรณนาในประวัติของท่านโดยตรงดีกว่า แต่เป็นความจริง และสมควรที่ข้าพเจ้าจะต้องขอยืนยันซ้ำอีกว่า ควรจะกล่าวเป็นสังเขปในที่นี้ได้ เพื่อแสดงลักษณะการปกครองของท่าน ซึ่งเป็นเหตุให้วัดที่นับว่าเจริญขึ้นในยุคที่ ๔ นั้นมีความรุ่งเรืองต่อมาได้อย่างไร และคุณสมบัติเช่นที่กล่าวแล้ว จำจะต้องมีเพื่อเป็นอุปกรณ์ในการครองวัดหรือไม่ ถ้ามีได้จริง จะเป็นคุณแก่วัดอย่างไรนั้นย่อมทราบกันดีแล้ว เมื่อเริ่มรับหน้าที่เจ้าอาวาสนั้น มีภิกษุที่อยู่ประจำวัด ๔๖ รูป สามเณร ๓๐ รูป มีพระแก่พรรษากว่า ๑๔ รูป ในพรรษาต่อ ๆ มาลดลงบ้าง ไล่เลี่ยกับจำนวนนั้นบ้าง ภายหลังค่อยมากขึ้นโดยลำดับ จนถึงมีภิกษุจำพรรษา ๑๔๔ รูป สามเณร ๔๗ รูป รวม ๑๙๑ รูป ตอนปลายนี้ในปีหนึ่ง ๆ บวชพระอย่างน้อย ๓๙ รูป อย่างมาก ๖๗ รูป ในการรับอุปสมบทกุลบุตรตอนแรกกราบทูลเชิญสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระอุปัชฌายะประจำ ท่านเป็นแต่อุปสัมปทาจารย์ ถึงปีมะแม พ.ศ.๒๔๕๐ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้นทรงตั้งท่านมีพรรษา ๑๕ ให้เป็นอุปัชฌายะในวัดนี้ กับทั้งวัดขึ้นของวัดนี้ และวัดธรรมยุตในมณฑลปราจีนบุรี วัดสัมปทวน วัดเสนหา ในจังหวัดนครปฐม แต่บางคราวก็ยังได้กราบทูลเชิญเสด็จมาเป็นพระอุปัชฌายะในวัดนี้บ้าง เช่นในคราวอุปสมบทสามเณรที่เป็นเปรียญเป็นต้นเฉพาะที่ท่านเป็นอุปสัมปทาจารย์ มีอันเตวาสิกโดยลำดับมาเป็นจำนวน ๓๕๒ รูป ส่วนที่เป็นอุปัชฌายะให้บรรพชาอุปสมบทเป็นสามเณร ๑,๐๑๙ รูป เป็นภิกษุ ๓,๑๑๒ รูป ซึ่งนับตั้งแต่วาระแรกสืบมาจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ นี้ รวมภิกษุสามเณรทั้งหมด ๔,๔๘๓ รูป อุบาสกอุบาสิกาที่มาฟังธรรมจำศีล ในต้นยุคนี้มีเป็นพื้นไม่เกิน ๒๐ คน ต่อมาค่อยมากขึ้น ๆ ในวันธรรมสวนะนอกพรรษาประมาณ ๓๐๐ คนเศษ ถ้าภายในพรรษาอย่างมากถึง ๘๐๐ คนเศษ แบบธรรมเนียมโดยมากคงอยู่ตามเดิม แต่เมื่อจะเพิ่มเติมหรือแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งก็อนุโลมตามแบบวัดบวรนิเวศวิหารที่เป็นหลักอยู่แล้ว ในที่นี้สมควรจะชี้แจงให้ปรากฎว่ามีอยู่อย่างไรบ้าง เพื่อบันทึกไว้ชั้นหนึ่ง เมื่อต่อไปจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ก็จะทราบได้ว่าแก้ข้อไหน เปลี่ยนจากรูปใด เพราะเหตุอะไร ในข้อเหล่านี้ คือ (๑) ตั้งภิกษุที่มีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไปที่เห็นสมควร ให้เป็นกรรมการสงฆ์สำหรับปรึกษาหารือกิจการของวัด (๒) ภิกษุที่ควรปลดนิสสัยออกเป็นนิสสัยมุตต์ นอกจากมีพรรษา ๕ ล่วงแล้ว ต้องสวดมนต์ได้ ตามหัวข้อที่จำกัดไว้ ต้องสวดปาฏิโมกข์ได้ และสอบนักธรรมเอกได้ด้วย (๓) ให้ภิกษุทั้งหลายช่วยทำการต่าง ๆ (ได้ระบุนามท่านผู้ประจำการในบัดนี้ไว้ด้วย) คือ ๑. หน้าที่ปกครองช่วยท่านเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะประจำคณะละรูป พระราชกวี (วิจญจโล จั่น) ปกครองคณะกลาง พระอุดมศีลคุณ (อคคิทตโต อิน) ปกครองคณะใต้ พระครูปลัดสัมพิพัฑฒนสีลาจาร (ปภสสโร เทียน) ปกครองคณะเหนือ ๒. หน้าที่อำนวยการศึกษาบาลีและนักธรรม พระมหาเอื้อน (ชินทตโต) ป. ๗ ๓. หน้าที่อำนวยการก่อสร้างและซ่อมแซม แยกเป็น ๒ เขต คือพระครูวรวงศ์ (ปญญาวฑฒโน จรูญ) อำนวยการในพระอาราม พระมหาผิว (สุขกาโม) อำนวยการในบริเวณสุสานหลวงหลังวัด ๔. หน้าที่จดทะเบียนภิกษุสามเณรและศิษย์วัดประจำปีส่งไปยังกระทรวงธรรมการ พระครูสมุห์เปี่ยม ป. หน้าที่สำรวจสำมะโนครัวภิกษุสามเณรศิษย์ วัดและคนอาศัยในบริเวณของพระอารามทุกกึ่งเดือน เพื่อจดส่งแก่อำเภอเจ้าคณะทั้ง ๓ คณะ ๕. หน้าที่จัดเวรสวดพระปาฎิโมกข์ พระครูปลัดสัมพิพัฑฒนสีลาจาร หน้าที่จัดเวรอ่านพระธรรมวินัยเช้าค่ำประจำวัน และหน้าที่ฝึกซ้อมภิกษุสามเณรสวดมนต์ ภายในพรรษากาล พระครูวินัยธร (ปภงกโร เพชร) หน้าที่จัดเวรเทศน์ในวัดธรรมสวนะตอนบ่าย พระครูสังฆวิจารณ์(ธมมปปวโร วร) ๖ หน้าที่จีวรปฏิคคาหกะและจีวรภาชกะ พระอุดมศีลคุณ หน้าที่เสนาสนคาหาปกะและหน้าที่ภัณฑาคาริก พระครูปลัดสัมพิพัฑฒสีลาจาร หน้าที่ภัตตุทเทสกะ พระครูวินัยธร ๗. หน้าที่คณะวิจารณ์ช่วยเจ้าคณะดูแลทำความสะอาด และคอยว่ากล่าวตักเตือนศิษย์วัดมิให้เล่นซุกซนอันไม่สมควร มีประจำคณะละรูป คือพระครูสังฆวิจารณ์ (ธมมปปวโร วร)ในคณะกลาง พระมหาเพชร (ปญญาวชิโร) ในคณะใต้ พระมหาโท (โธตโก) ในคณะเหนือ ๘.หน้าที่ครูสอนภาษาบาลี พระมหาอรุณ (อรุโณ) ป.๗ พระมหาพึ่ง (สุนาโถ) ป.๖ พระมหาฟู (ฐิติสมปนโน) ป. ๕ พระมหาบุญศรี (กุสลสิริ) ป. ๕ หน้าที่ครูสอนนักธรรมตรี พระมหาหร่วม(สุวณโณ) ป.๕ พระมหาเพชร(ปญญาวชิโร) ป.๕ พระมหาโท (ปญญาวชิโร) ป. ๕ พระมหาโท (โธตโก) ป.๓ ๙.หน้าที่ดูแลการในพระอุโบสถหน้าที่สั่งจ่ายอาคันตุกภัต หน้าที่กำกับศิษย์วัดประชุมสวดมนต์ทำวัตรและสวดคำระลึกพระคุณรัตนตรัย ทั้งมีการสั่งสอนด้วยพระครูสังฆวิจารณ์ ๑๐. หน้าที่บรรณารักษ์และภัณฑารักษ์ของโรงเรียน พระมหาโท ๑๑. หน้าที่ดูแลการไฟฟ้าสำหรับวัด พระมหาใย (ภททิโย) ๑๒.หน้าที่กำกับโรงสูบน้ำบาดาล พระครูธรรมรูจี (โกลิยปุตโต บุตร) ต่อมาพระแฉล้มเป็นผู้กำกับ (๔) ภิกษุสามเณรทุกรูป ต้องเรียนพระธรรมวินัยในพรรษาแรก ท่องสวดมนต์ในพรรษาที่ ๒ อย่างช้าจะต้องสวดให้ได้จบตามหัวข้อสวดมนต์ภายในพรรษาที่ ๕ (๕) ฐานานุกรมเปรียญจะต้องสวดพระปาฎิโมกข์และขัดตำนานทำนองมคธและสังโยคได้ทุกรูป แต่ปาฎิโมกข์มีบกพร่องบ้าง (๖) ในระหว่างพรรษา อบรมภิกษุสามเณรเปรียญ ถวายเทศน์ต่อเวลาทำวัตรเช้าและให้เทศน์ในคืนวันคล้ายถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระและในคืนวันมาฆบูชา เพื่อเป็นการฝึกหัด (๗) การทำวัตรเช้าค่ำ จะต้องเอาใจใส่ทุกรูป กำหนดเวลาทำวัตรเช้าค่ำในพระอุโบสถ วันปกติ เวลา ๘.๑๕ นาฬิกา ทำวัตรเช้า เวลา ๒๐.๑๕ น. ทำวัตรค่ำ ส่วนในวันธรรมสวนะเวลา ๙ น. ทำวัตรเช้า เวลา ๒๐.๑๕ น. ทำวัตรค่ำ ส่วนในวันธรรมสวนะเวลา ๙ น. ทำวัตรเช้าและฟังเทศน์ เวลา ๑๕ น. ฟังเทศน์ ส่วนทำวัตรค่ำ เวลาเช่นเดียวกับในวันปกติ ในวันพิเศษ คือมาฆบูชา วิสาขบูชาและถวายพระเพลิง เวลา ๑๘.๓๐ น. (ฟังเทศน์ตอนบ่ายงด) เวลาทำวัตรค่ำและสวดมนต์เสร็จแล้ว ถ้าฝนไม่ตก ถือดอกไม้ธูปเทียนไปยืนประชุมที่ลานหน้าพระอุโบสถ กล่าวคำแสดงความระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย บูชาจบแล้ว เดินเทียนทำประทักษิณพระอุโบสถ ๓ รอบ ต่อจากนั้นจึงไปที่ลานพระศรีมหาโพธิ์ สำรวมใจหน่วนนึกถึงพระพุทธคุณพอสมควรแล้ว บูชาดอกไม้ธูปเทียนไว้ที่นั่น ถ้าฝนตกงดการบูชาเดินเทียน นับเป็นเสร็จพิธีเบื้องต้น ต่อจากนี้เมื่อฝ่ายอุบาสกอุบาสิกาทำวัตรเดินเทียนเสร็จแล้ว มีเทศน์ตลอดรุ่ง ครั้นเทศน์กัณฑ์สุดท้ายจบ อุบาสกอุบาสิกาทำวัตรแล้ว ภิกษุสามเณรทำวัตรเช้า นับว่าเสร็จพิธีในวันนั้น (๘) การสวดพระปาฏิโมกข์ แต่ก่อนกำหนดสวดเมื่อทำวัตรค่ำแล้ว ต่อมาเปลี่ยนเป็นเวลา ๑๘ นาฬิกา ผู้ที่สวดได้ ต้องเข้าประจำเวรสวดตามลำดับ ส่วนการอ่านพระธรรมวินัยเช้าค่ำในวันปกตินั้น กำหนดอ่านธรรมกถาต่อทำวัตรเช้า อ่านวินัยกถาต่อทำวัตรค่ำ พระฐานานุกรมเปรียญทุกรูปรับหน้าที่อ่าน ส่วนภิกษุสามัญให้รับหน้าที่อ่านต่อเมื่อมีพรรษา ๕ ล่วงแล้ว (๙) กำหนดสวดมนต์ถวายพระราชกุศล เวลา ๑๘ นาฬิกา ปีละ ๔ วัน คือถวายแด่รัชกาลที่ ๔ ในวันปวารนาออกพรรษา ถวายแด่รัชกาลที่ ๕ ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ถวายแด่รัชกาลที่ ๖ ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ถวายแด่รัชกาลปัจจุบันในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา (๑๐) สวดทำน้ำมนต์วิสาขบูชา เวลา ๑๘ นาฬิกา รวม ๖ วัน ถ้าปักษ์ตรงกันก็ตั้งน้ำวงด้าย เริ่มสวดแต่วันขึ้น ๑๐ ค่ำ ถ้าไม่ตรงกัน จึงเริ่มแต่วันขึ้น ๑๑ ค่ำ ตลอดไปจนถึงวันวิสาขบูชา น้ำมนต์นี้ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับสรงในวันพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ยังมีแบบกุศลวิธีอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าแบบไหว้ ๕ ครั้ง ถ้าเรียบเรียงโดยประมวลหลักแห่งอนุสติและอปจายนะผนวกกัน ด้วยมีคามประสงค์ที่จะให้ศิษยานุศิษย์ได้บำเพ็ญเป็นนิพัทธกุศลประจำตัว จะอยู่ที่ไหนเมื่อใดก็ทำได้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แม้จะเป็นผู้ขัดสนก็ไม่ขัดข้องซึ่งนับว่าเป็นแบบทำบุญอย่างง่ายและสะดวก แต่เป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรมอันสำคัญหลายประการและคุณธรรมนั้น ๆ ต้องมีขึ้นเป็นแน่ เมื่อทำโดยถูกต้องตามแบบเป็นการสม่ำเสมอ ได้นำสำเนาแบบไหว้ ๕ ครั้งนั้น มาบันทึกไว้ในที่นี้ด้วย ลงความเต็มตามฉบับดังนี้ ไหว้ ๕ ครั้ง ในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ไม่ว่าเวลาไร ตามแต่เหมาะ ต้องไหว้ให้ได้ ๕ ครั้งเป็นอย่างน้อยในคราวเดียวกัน ถ้ามีดอกไม้ธูปเทียน ก็บูชา ถ้าไม่มี ก็มือ ๑๐ นิ้วและปากกับใจ ควรไหว้จนตลอดชีวิต คือครั้งที่ ๑ พึงนั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ ว่า นโม ๓ หนแล้วว่าพุทธคุณ คือ อิติปิโส ภควา ฯ ล ฯ ภควาติ หยุดระลึกถึงพระปัญญาคุณ ทรงรู้ดีรู้ชอบสิ้นเชิง พระบริสุทธิคุณ ทรงละความเศร้าหมองได้หมด และพระกรุณาคุณ ทรงสงสารผู้อื่นและสั่งสอนให้ปฎิบัติตามของพระพุทธเจ้า จนเห็นชัดแล้วว่า พุทธํ ภควนตํ อภิวาเทมิ กราบลงหน ๑. ครั้งที่ ๒ ว่าพระธรรมคุณ คือ สวากขโต ภควตา ธมโม ฯ ล ฯ วิญญูหีติ หยุดระลึกถึงคุณพระปริยัติธรรม พระปฎิบัติธรรม และพระปฏิเวธธรรม ที่รักษาผู้ปฎิบัติตามไม่ให้ตกไปที่ชั่ว จนเห็นชัด แล้วว่า ธมมํ นมสสามิ กราบลงหน ๑. ครั้งที่ ๓ ว่าสังฆคุณ คือ สุปฏิปนโน ภควโต สาวกสงโฆ ฯ ล ฯ ปุญญกเขตตํ โลกสสาติ หยุดระลึกถึงคุณ คือความปฏิบัติดี ปฎิบัติตรง ปฎิบัติถูก และปฏิบัติสมควร ของพระอริยสงฆ์ จนเห็นชัด แล้วว่า สงฆํ นมามิ กราบลงหน ๑. นั่งพับเพียบประณมมือตั้งใจถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ไม่ถือสิ่งอื่นยิ่งกว่าจนตลอดชีวิต ว่าสรณคมน์ คือ พุทธํ สรณํ คจฉามิ ฯ ล ฯ ตติยมปิ สงฆํ สรณํ คจฉามิ. ครั้งที่ ๔ ระลึกถึงคุณมารดาบิดาของตนจนเห็นชัด แล้วกราบลงหน ๑. ครั้งที่ ๕ ระลึกถึงคุณของบรรดาท่านผู้มีอุปการะแก่ตนรวมทั้งหมดถึงชั้นสูงสุดคือพระมหากษัตริย์จนเห็นชัดแล้ว กราบลงหน ๑. ต่อไปนี้ไม่ต้องประณมมือ ตั้งใจพิจารณาสังขารร่างกายทั้งตนและคนอื่นว่า จะต้องแก่หนีความแก่ไปไม่พ้น จะต้องเจ็บ หนีความเจ็บไปไม่พ้น จะต้องตาย หนีความตายไปไม่พ้น จะต้องพลัดพลากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น มีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว. เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่คงทน ไม่ยั่งยืน ไม่ถาวร ไม่แน่นอน ไม่คงที่ ไม่ตั้งอยู่เสมอร่ำไป เป็นทุกข์เหลือทน ทนไม่ไหว มีความพิบัติเสื่อมสิ้น ยักย้ายแปรผัน อันตรธาน เก่าแก่คร่ำคร่า ชำรุดทรุดโทรม แปรปรวน แตกดับไปเป็นธรรมดา เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา เป็นของกลาง ๆ ไม่เป็นของใคร เป็นแต่ขันธ์ ธาตุ อายตนะอันหนึ่ง ๆ ครั้นพิจารณาแล้ว พึงแผ่กุศลทั้งปวงมีการกราบไหว้เป็นต้นนี้ อุทิศให้แก่ท่านผู้มีคุณมีบิดามารดาเป็นต้น ตลอดจนชั้นสูงสุดคือพระมหากษัตริย์ ทั้งเทพยดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายว่า จงเป็นสุข ๆ อย่ามีเวรภัยเบียดเบียนกันและกัน รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด การไหว้ ๕ ครั้นนี้ ถ้าวันไหนขาด ให้ไหว้อีก ๕ ครั้งแทนในวันรุ่งขึ้น ถ้านั่งกระโหย่งเท้าไม่ได้ก็นั่งพับเพียบ ถ้าไม่ได้ ก็นอนไหว้ เมื่อยกมือไม่ขึ้น ก็ปากกับใจ ปากอ้าไม่ขึ้น ก็นึกไหว้ด้วยใจ ถ้าทำได้อย่างนี้ เป็นเครื่องพยุงตนให้เป็นคนดี ไม่ให้เป็นคนชั่ว และให้ตั้งอยู่ในที่ดี ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ถ้าผู้ใดประพฤติได้เสมอจนตลอดชีวิต ผู้นั้นจะมีความอุ่นจิตแช่มชื่นแจ่มใส มีความเจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นเสมอทุกคืนทุกวัน คุ้มครองป้องกันภยันตราย ปราศจากความเสียหายที่ไม่เหลือวิสัย ตั้งตัวได้ในทางคดีโลกและทางคดีธรรม เต็มภูมิเต็มชั้นของตน ๆ ทุกประการ จบไหว้ ๕ ครั้งเท่านี้
การไหว้ ๕ ครั้งนั้น ในชั้นต้นท่านแนะนำแต่ภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์ ครั้นต่อมาเห็นผลว่าทำให้คนมีจรรยาดีขึ้นมาก มีผู้อื่นนิยมทำตาม ทั้งบรรพชิตทั้งคฤหัสถ์ชายหญิง จำนวนผู้ไหว้ ๕ ครั้งเวลานี้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน พิมพ์แล้ว ๙๕,๐๐๐ ฉบับ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ มีการแสดงธรรมในวันอาทิตย์ เริ่มเป็นธรรมเนียมใหม่ขึ้นอีกอย่างหนึ่งเนื่องด้วยอำมาตย์เอกพระยาประมวณวิชาพูล (วงษ์ บุญหลง) เจ้ากรมตำรากระทรวงธรรมการ อำมาตย์เอก พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) ผู้ช่วยอธิบดีกรมศุลกากร และเสวกตรีพระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) ปลัดกรมพระอาลักษณ์ ครั้งนั้นยังเป็นหลวงธุรกิจภิธาน มีความประสงค์ใคร่จะฟังธรรมเทศนาวันอาทิตย์ และหวังว่าผู้อื่นอีกโดยมาก ก็คงจะมีความมุ่งหมายอยู่บ้าง จึงได้พร้อมกันนำความขึ้นหารือท่านเจ้าอาวาส ท่านก็เห็นดีเห็นชอบพลอยชื่นชมโมทนาด้วย และนำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สมเด็จพระสังฆราชเจ้าก็ประทานพระอนุมัติจึงเริ่มต้นมีการแสดงธรรมในวันอาทิตย์เป็นครั้งแรก เมื่อเวลา ๑๔ นาฬิกา วันอาทิตย์ที่ ๒๖ สิงหาคม ศกนั้น มีผู้ฟังประมาณ ๒๕๐ คน ท่านแสดงอปัสเสนาธรรม คือธรรมเปรียบด้วยพนักอิง มี ๔ ประการ และแนะนำให้ผู้ฟังธรรมในวันนั้นช่วยรักษาเป็นธรรมเนียมยืนยาวไป อย่ากระทำเป็นอย่างคำที่ว่า ต้นดกปลายวาย ในวันอาทิตย์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นลำดับมา มีผู้ไปฟังธรรมมากขึ้นอีกส่วนกำหนดเวลาเดิมนั้นเปลี่ยนใหม่ เพราะวันอุโบสถตอนบ่ายมีเทศน์เวลา ๑๕ น. เป็นธรรมเนียมนานมาแล้ว เมื่อวันอาทิตย์พ้องกับวันอุโบสถ แต่เวลากำหนดเทศน์ไม่ตรงกัน ย่อมเป็นเหตุไม่สะดวกอยู่บ้าง จึงเปลี่ยนเวลาที่กำหนดไว้ก่อน ให้เป็นเวลา ๑๕ น. ตามอย่างอุโบสถ บัดนี้เปลี่ยนเป็นเวลา ๙ น. สำหรับพิธีของสัตบุรุษในวันนั้นมีดังนี้ ก่อนฟังเทศน์ ท่านพระเถระนายกจุดเทียนธูปหน้าพระประธานเป็นพุทธบูชา พวกสัตบุรุษก็พร้อมกันนั่งพับเพียบสวด นโม ๓ หน อิติปิโส ฯ ล ฯ ภควติ ตมหํ ภควนตํ อภิปูชยามิ ตมหํ ภควนตํ สิรสา นมามิ. กราบลง. สวากขาโต ฯ ล ฯ วิญญูหีติ ตมหํ ธมมํ สิรสา นมามิ. กราบลง. ไหว้พระเสร็จแล้ว ผู้หนึ่งในที่นั้นอาราธนาศีล ๕ พร้อมกันรับศีล แล้วอาราธนาธรรม ครั้นพระแสดงธรรมจบแล้ว จึงพร้อมกันสวดคาถาขอขมาพระรัตนตรัย คือ กาเยน วาจาย ว เจตสา วา ฯ ล ฯ กาลนตเร สํวริตุ ว สงเฆ. สวดคำลาพระว่า หนททานิ มยํ ภนเต คจฉาม พหุกิจจา มยํ พหุหรณียา. เมื่อพระกล่าวคำรับลาแล้ว รับพร้อมกันว่า สาธุ ภนเต เท่านี้เป็นเสร็จการ กำหนดทำนองสวดไหว้พระและอาราธนาศีลมียุกติดังนี้ คือถ้าวันอาทิตย์ปกติสวดทำนองสังโยคตามถนัดของฝ่ายมากอาราธนาศีล ๕ ตามปกติ ถ้าวันอาทิตย์ตรงกับวันอุโบสถ ทำนองสวดอนุโลมตามสำเนียงมคธและงดการอาราธนาศีล ๕ เพื่อไม่ให้ขัดกับธรรมเนียมในวันพระ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ รวมเป็นครั้งที่ ๓๓๘ รวมคนฟัง ๔๖,๕๕๓ คน จดโดยประมาณ ตามจำนวนนี้ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสใจปีติปราโมทย์ได้ส่วนหนึ่งที่ได้ประโยชน์แก่ประชาชน พระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ พระเพลา ๕๗ เซ็นต์ สูงจากทับเกษตรจนสุดพระรัศมี ๘๐ เซนต์ ปางมารวิชัย ฐานบัวคว่ำ บัวหงายสูง ๑๘ เซ็นต์ ซึ่งประดิษฐานอยู่เหนือชุกชีในพระอุโบสถนั้น เป็นของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณาวดี เจ้าคุณสมเด็จอาจารย์เล่าว่า พระพุทธรูปนั้น เดิมอยู่ในเมืองเหนือ องค์มีชำรุดบ้าง โปรดให้เชิญลงมาเมื่อรัชกาลที่ ๕ ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสยุโรปคราวหลัง เผอิญสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นประชวร จึงมีพระโทรเลขกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานบูรณะพระพุทธรูปนั้น เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว โปรดให้ช่างบูรณะที่ชำรุดขัดแต่งจนเรียบร้อยดี พระองค์ท่านก็หายประชวร ทรงพระสำราญขึ้น ต่อมาเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงโปรดให้เชิญมาประดิษฐานไว้ในวัดนี้
|