|
พระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ ได้รับพระราชทานเป็นของสังเค็ตงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวจบหนึ่ง ได้รับพระราชทานในหน้าที่เป็นผู้ชำระอีกจบหนึ่งนอกจากของหลวง ยังมีผู้อื่นสร้างถวายไว้สำหรับพระอารามอีก ๑๓ จบ ลำดับนามผู้สร้างตามที่ได้ถวายก่อนและหลัง คือ (๑) คุณหญิงทองดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (๒) นางภักดีภูธร (ชื้น สุขสถิตย์) (๓) รองอำมาตย์เอก หลวงอุปกาศ ฯ (เทียนเป้า) (๔) นางกิมเหลียน (๕) นางหอม ศิริสิงห์ (๖) นางลิ้นจี่ ชยากร (๗) นางแฉ่ง สาขากร (๘) คุณหญิงสารสินสวามิภักดิ์ (สุ่น) (๙) คุณเปา (๑๐) นางคำ ฮุนตระกูล (๑๑) คุณหญิงโชฎึกราชเศรษฐี (เสงี่ยม โชติกะพุกกณะ) (๑๒) ตระกูลจินตยานนท์ หนังสือเหล่านี้แยกเก็บไว้ตามกุฏีพระที่เป็นเปรียญ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการศึกษาต่อไป (๑๓) สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ใบปกแข็งอย่างดี ประทานไว้สำหรับโรงเรียนบาลีนิภานภดล ที่ทรงสร้าง คราวงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ วัดนี้ได้รับพระราชทานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์องค์หนึ่งทรงเครื่องจอมพลทหารบก ฐานกว้าง ๑๘ ซม. สูง ๗ ซม. องค์สูง ๔๗ ซม. และธรรมาสน์เอกสลักขัดทองประดับกระจก มีผ้าลาดเบาะหมอนอิงอีกสำรับหนึ่ง เจ้าภาพงานพระเมรุพระศพสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ ถวายธรรมาสน์สวดพระปาฏิโมกข์ พร้อมทั้งตู้และพระปาฏิโมกข์อักษรขอมพิมพ์ในสมุดไทยสำหรับวัดนี้ ๑ สำรับ งานพระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับพระราชทานกระถางธูปและราวเทียนรูปมังกรทองเหลืองหล่อทั้งสองอย่าง งานพระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้รับพระราชทานตู้เทียนสลักประจำพรรษา มีขนาดวัดจากฐานสูงถึงขาดยอด ๒.๐๔ เมตร สิ่งเหล่านี้ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ระฆังเถาฝรั่งรวม ๑๖ ระฆัง ราคา ๑๐,๐๐๐.- บาท มีอักษรจารึกพระนามหม่อนเจ้าในพระบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ ซึ่งทรงสั่งซื้อพิเศษจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถวายไว้ในวัดนี้ทั้งหมด ด้วยมีพระประสงค์จะให้แขวนย่ามประจำเวลา เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๐ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณาวดี ทรงสร้างระฆังหล่อขนาดเขื่องถวายไว้ ๑ ระฆัง ประมาณ ๒๔๐.-บาท ปีระกา พ.ศ. ๒๔๖๕ พระเจ้าพี่นางเธอพระองค์เจ้าพิศมัยพิมลสัตย์ ทรงสร้างถวาย ๑ ระฆัง ราคา ๘๐๐.-บาท ทรงอุทิศพระกุศลประทานแก่เจ้าจอมมารดาเรือนในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าจอมมารดาพระองค์ท่าน ทุนบำรุงประจำที่เคยได้รับอยู่แต่ก่อนก็ได้รับต่อมา แต่บางประเภทได้เพิ่มจำนวนขึ้นอีก คือค่ารักษาบริเวณ ได้รับพระราชทานเพิ่มอีก ๖๐.-บาท รวมกับจำนวนเดิม จึงเป็นเดือนละ ๒๒๐.-บาทตลอดมา ครั้งถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ กระทรวงธรรมการบอกงดเลิก ต้องจ่ายเงินวัดต่อมา อาหารสำหรับถวายภิกษุสามเณรนักเรียนภาษาบาลี พระวิมาลาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ยังทรงบำรุงอยู่ แต่เปลี่ยนเป็นถวายนิตยภัตมีกำหนดเดือนละ ๓๐๐.-บาท ส่วนเรือนครัวหลังหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐.-บาท ซึ่งโปรดให้ปลูกในที่ธรณีสงฆ์ริมคูวัดแนวหลัง สำหรับเป็นที่อยู่และปรุงอาหารถวายภิกษุสามเณรแต่ก่อนนั้น เมื่อโปรดให้งดการถวายอาหาร เปลี่ยนเป็นถวายนิตยภัตแล้ว ก็ถวายเรือนนั้นเป็นประโยชน์ของวัดด้วย นิตยภัตที่ทรงบริจาคนั้น วัดให้ไวยวัจกรถวายภิกษุสามเณรนักเรียนรูปหนึ่ง เป็นมูลค่า ๑๐.-บาท ต่อเดือนหนึ่ง ๆ รวม ๓๐ รูป หลวงดำรงธรรมสาร(มี ธรรมาชีวะ) เจ้าของโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ บริจาคทรัพย์ถวายเป็นนิตยภัตอีกเดือนละ ๑๒๐.-บาท ทางวัดก็ให้จัดเฉลี่ยถวายรูปละ ๑๐.-บาท เหมือนกัน เมื่อหลวงดำรงธรรมสารถึงแก่กรรมแล้วจำนวนนี้ก็งด ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้านิภานภดลกรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระองค์ก็โปรดจะทรงพระอุปการะอีกเท่าจำนวนนั้นแต่ทางวัดรู้สึกพระกรุณาคุณเป็นล้นพ้นอยู่แล้ว ขอประทานเพียงอีกเดือนละ ๓๐.-บาท เพื่อจัดเป็นนิตยภัตบำรุงคณะครูผู้สอนภาษาบาลี ก็ทรงอนุวัติตาม ครั้งเมื่อพระวิมาลาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถสิ้นพระชนม์แล้ว สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ กับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าพระองค์นั้น ก็ทรงรับหน้าที่บำรุงนิตยภัตสืบสนองต่อมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอพระองค์นี้ทรงบำรุงต่อมา จนถึงเปลี่ยนการปกครองแผ่นดิน จึงทรงรับเฉพาะส่วนพระองค์ คือเดือนละ ๑๗๐.-บาท ในยุคนี้ท่านให้แยกทุนบำรุงวัดออกเป็น ๓ ประเภท เพื่อสะดวกแก่กิจการและอนุโลมตามความจำนงของผู้บริจาค คือสำหรับบำรุงอาหารประเภทหนึ่ง บำรุงการศึกษาประเภทหนึ่ง บำรุงการปฏิสังขรณ์ประเภทหนึ่ง ให้เป็นทุนรอนสำหรับผ่อนหาผลประโยชน์มาบำรุง เพื่อสงวนทุนนั้นไว้ให้ดำรงอยู่ยืนนาน สมควรแก่การที่ยกย่องเพราะบริจาคนั้นเป็นนิธิ ต้องบำรุงพระอาคันตุกะของวัด เพราะในยุคนี้มีพระอาคันตุกะมาคราวละหลายรูปและบ่อย ๆ ซึ่งโดยมากมาด้วยจิตของคณะสงฆ์อันเกี่ยวกับการปกครองและการศึกษา ที่ธรณีสงฆ์นอกจากของเดิมได้รับพระราชทานเพิ่มอีกบางแห่ง และผู้อื่นถวายก็มีบ้างคือที่วัดจดถนนพลับพลาชัยฝากตรงข้ามในด้านตะวันตกแห่งสุสานหลวง พระราชทานเป็นที่ธรณีสงฆ์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ ที่แปลงนี้จัดให้สร้างตึกแถวเช่าตอนริมถนน รวม ๑๐๐ ห้อง ส่วนตอนในก็ให้ปลูกเรือนเช่าขึ้น ๑๕ หลัง คุณหญิงอนุกิตวิธูร(สายหยุด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)ถวายที่ดินแปลงหนึ่ง พร้อมทั้งตึกแถว ๒ ชั้น รวม ๓ ห้อง ซึ่งมีในที่นั้น อยู่ริมถนนเจริญกรุง เยื่องปากตรอกเต้า อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย นางแหถวายห้องแถวไม้ ๒ ชั้น รวม ๑๓ ห้อง พร้อมทั้งที่ดินในตรอกพระยาไกร ท้องที่อำเภอจักรวรรดิ์ นางกิ๋ม ถวายที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ ๒๒๐ ตรว.อยู่ในตรอกข้าวหลาม อำเภอสัมพันธวงศ์ ตระกูลจิตยานนท์ ถวายที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ ๕ ไร่ ด้านตะวันตกจรดพระยาไกร ด้านเหนือจรดเนื้อที่ของพระยาเทวาธิราช ด้านใต้จรดเนื้อที่ของพระยานิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ถวายที่ดินแปลงหนึ่ง เนื้อที่ ๑๗ ไร่ ๒ งาน อยู่ที่ตำบลหลักหก อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นางรอด พงษ์พาณิช บ้านตำบลยศเส อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดพระนคร ถวายที่ดินแปลงหนึ่งหน้าโฉนดที่ ๘๙๖ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๒๐ วา ตำบลบางโปรง อำเภอเมือง สมุทรปราการ พระยาและคุณหญิงอมรรัตนสมบูรณ์ พร้อมด้วยครอบครัว ถวายที่นา โฉนดที่ ๑๓๖๘ สารบาญเล่มที่ ๑๔ หน้า ๖๘ เนื้อที่ ๔๔ ไร่ ๒ งาน ๔ วา กับโฉนดที่ ๑๓๖๙ สารบาญ เล่มที่ ๑๔ หน้า ๖๙ เนื้อที่ ๔๔ ไร่ ๒ งาน ๒๗ วารวม ๒ โฉนด เนื้อที่ ๘๙ ไร่ ๓๑ วา ตำบลสานคลอง ซอยที่ ๑๕ ฝั่งตะวันตก อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ นางสาวสง่า อาจสมิต ถวายที่ดิน โฉนดที่ ๑๘๘๘ เล่มที่ ๑๙ หน้า ๘๘ มีเนื้อที่ ๗๑ ตารางวา พร้อมทั้งเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ตำบลพญาไท อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร อนึ่ง มีผู้เข้าวัดรักษาศีลฟังเทศน์ขออนุญาตปลูกบ้านอาศัยอยู่หลายหลัง โดยมากอุทิศถวายให้เป็นสิทธิ์ของพระอารามในเมื่อตนสิ้นชีพแล้ว บ้านเหล่านี้ปลูกในที่หลังวัดตอนเหนือตรงข้างสุสานหลวง มีผู้ทราบว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรับสั่งว่า สำหรับให้ข้าวัดโยมสงฆ์อยู่ คือ พระยาพจนวิลาศ ผู้เคยเป็นไวยาวัจกรที่ ๑ ของวัดนี้ ขออนุญาตสร้างตึก ๒ ชั้นหลังหนึ่ง เป็นบ้านอาศัยอยู่ตลอดชีพ ราคา ๑๒,๐๐๐ บาท ถวายเป็นสิทธิ์แก่วัดแล้ว นางสุดปลูกเรือน ๒ หลัง มีครัวแยกต่างหาก ราคา ๑,๕๐๐ บาทเศษ พระพนมสารนรินทร์ (หุ่น) นางพนม สารนรินทร์ (ฉิม) ภรรยา นางพร้อมน้องและบุตร รวมทุนกันซื้อเรือน ๒ ชั้นจากนางเล็ก มนตรีวัตร (ซึ่งปลูกอยู่ก่อนแล้ว) ทำมุขเพิ่มอีก ทั้งหมดราคา ๑,๖๔๐ บาท นางหยา นางดำ กับหลวง สารสินทะเบียนสิทธิ์ รวมทุนราคา ๑,๐๐๐ บาทเศษ จ่ายซ่อมบ้านมีอยู่เก่าและทำเพิ่มอีก ๓ หลัง นางนุ่มถวายเรือน ๑ หลัง ด้านหลังติดถนนพลับพลาชัย ราคา ๓,๐๐๐ บาท นางเทศถวายเรือน ๑ หลัง ด้านหน้าจดคูวัดทิศเหนือ ราคา ๑,๒๕๐ บาท นางเก็บสร้างเรือน ๒ ชั้น ๑ หลัง ราคา ๓,๐๐๐ บาท เรือนศิริวัฒนกุล พร้อมทั้งเครื่องใช้ประจำบ้าน สร้างสำเร็จราคา ๒,๐๗๑ บาท หม่อมหลวงแฉล้ม บุนนาค สร้างเรือน ๒ ชั้น ๑ หลัง ราคา ๑,๓๐๐ บาท ๒.รายหลังนี้อยู่หลังคณะเหนือ ผู้บริจาคทุกท่านมอบถวายเป็นสมบัติของวัด โดยทำนองเดียวกับพระยาพจนวิลาศ ครั้งก่อนเจ้าหมู่เลขวัดขึ้นในกรมพระสุรัสวดี ครั้นเมื่อโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกระทรวงมีเสนาบดีขึ้นแล้ว เจ้าหมู่เลขวัดจึงสังกัดในกระทรวงกลาโหม แต่ความจริงหน้าที่ราชการโดยมากย่อมเกี่ยวข้องอยู่ในกระทรวงธรรมการ เพราะฉะนั้น กระทรวงกลาโหมจึงโอนให้กระทรวงธรรมการบังคับบัญชา เจ้าหมู่เลขวัดจึงสังกัดในกระทรวงกลาโหม แต่ความจริงหน้าที่ราชการโดยมากย่อมเกี่ยวข้องอยู่ในกระทรวงธรรมการ เพราะฉะนั้น กระทรวงกลาโหมจึงโอนให้กระทรวงธรรมการบังคับบัญชา เจ้าหมู่เลขวัดเป็นอันขึ้นในกรมสังฆการีกระทรวงนั้น ตั้งแต่ปีระกา พ.ศ. ๒๔๕๒ ตำแหน่งเจ้าหมู่และสารวัตรสำหรับวัดนี้ ภายหลังโปรดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสจะพึงเลือกหาผู้สมควรแล้วขอไปยังกระทรวงธรรมการ เพื่อให้ประจำการในตำแหน่งตามระเบียบ แต่เจ้าหมู่และสารวัตรหาได้กำกับเลขวัดดุจให้ยุคแรกและต้นยุคที่ ๒ ไม่ เพราะไม่มีเลขวัดเสียแล้ว คงให้ทำหน้าที่ไวยาวัจกรแทนต่อมา ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๕๙ โปรดเกล้า ฯ ให้กระทรวงธรรมการประกาศยกเลิกตำแหน่งเจ้ากรม ปลัดกรม สมุห์บัญชี และขุนหมื่นสำหรับพระอารามต่าง ๆ แต่ให้โอนนามบรรดาศักดิ์เหล่านั้นตั้งผู้เป็นไวยาวัจกร โปรดให้วัดนี้มีได้ ๒ ตำแหน่ง คือไวยาวัจกรที่ ๑ มีบรรดาศักดิ์อย่างสูงเพียงขุน นามบรรดาศักดิ์ว่า เสนาสน์บริบาล ไวยาวัจกรที่ ๒ มีบรรดาศักดิ์เพียงหมื่น นามบรรดาศักดิ์ว่า วิหารชนานุรักษ์ เพราะฉะนั้น เจ้าหมู่เลขวัดจึงเป็นอันไม่มีตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ส่วนไวยาวัจกรของวัดนี้ เดิมพระอรรคเนศร (อ่วม) รับหน้าที่สืบมาแต่ยุคก่อน ถึงแก่กรรมเสียเมื่อปลายปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้ผู้อื่นรับหน้าที่เป็นลำดับมา คือพระยาพจนวิลาศ (แปะ นิโลดม) บัดนี้ ร.อ.ท. ขุนเอมรัชตกิจ (ชอุ่ม เอมรัต) เป็นไวยาวัจกรที่ ๑ หมื่นเสนาสน์บริบาล (ติ่ง) เป็นไวยาวัจกรที่ ๒ ไวยาวัจกรที่ ๒ นี้ลาออกแล้ว สีมาในยุคนี้ มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะต่างจากยุคก่อน จะเห็นได้จากข้อความพิศดารแห่งรายงานการถอนและผูกสีมา ที่บันทึกไว้ในหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ ปีจอ พ.ศ. ๒๔๖๕ ดังสำเนาต่อไปนี้ เขตสามัคคีเป็นที่ประชุมสงฆ์ทำสังฆกรรม ซึ่งเรียกว่าสีมาในวัดเทพศิรินทราวาส แต่เดิมเป็นวิสุงคามสีมา มีเนื้อที่ประมาณ ๒,๐๒๘ ตารางวา หมายเขตด้วยกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถมีประตูด้านละ ๒ ครบทั้ง ๔ ด้าน รวม ๘ ประตู ถึงคราวที่สงฆ์ประชุมทำสังฆกรรมในพระอุโบสถ ต้องให้สามเณรเฝ้าประตูละรูปเสมอมา ถ้าในเวลานั้นมีแดดหรือฝน สามเณรผู้เฝ้าประตูได้รับความลำบากเป็นอันมาก จะละหน้าที่เสียก็ไม่ได้ ต้องเฝ้าอยู่จนกว่าจะเสร็จการ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ยังทรงพระชนม์อยู่ มีรับสั่งกะพระสาสนโสภณเจ้าอาวาสนี้ ที่จะทรงทำการถอนและผูกสีมา ตามพระพุทธานุญาตถึง ๓ ครั้ง แต่เผอิญไม่มีโอกาสพอ การก็เริดร้างมาจนสิ้นพระชนม์ พระสาสนโสภณจึงกราบทูลขอพระอนุญาตพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เพื่อจัดการให้สำเร็จตามพระประสงค์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้านั้น พระองค์โปรดประทานพระอนุญาตแล้ว ถึงวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๕ เวลา ๑๕ นาฬิกาเศษ พระสาสนโสภณ พร้อมด้วยพระสงฆ์ในพระอารามนี้ รวม ๑๒๔ รูป เว้นอาพาธ ๔ รูป ประชุมกัน ๑๒๐ รูป สวดถอนอวิปปวาสสีมาและสมานสังวาสสีมา ร่วมในแต่เฉพาะแนวฐานพระอุโบสถ ไม่ได้ถอนทั่วเนื้อที่ในกำแพงแก้วทั้งหมด เว้นที่บนอาสน์สงฆ์ไว้สวดถอนอีกวาระเดียว ต้องการให้พระสงฆ์ได้เห็นวิธีถอนและผูกทุกอย่าง เพื่อเป็นเนติต่อไป เวลา ๑๘ นาฬิกาเศษ เสร็จพิธีถอนสีมา พระสาสนโสภณกราบทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เพื่อทรงเป็นประธานสงฆ์ในการถอนสีมาที่เว้นไว้ กับผูกสีมาร่วมในแห่งแนวนิมิต ซึ่งหมายด้วยศิลา มีจารึกว่านิมิต ที่ฝังอยู่ริมฐานพระอุโบสถโดยรอบทั้ง ๘ ทิศ และอาราธนาพระเถรานุเถระ ฐานานุกรม เปรียญ อันดับบางรูปต่างวัดอีก ๑๙ รูป มาในการนี้ด้วย คือ ๑.พระญาณวราภรณ์ ๒. พระราชกวี มณี ๓.พระสิริธรรมมุนี จาบ ๔. พระอมรโมลี อาบ วัดบวรนิเวศวิหาร ๕.พระธรรมปาโมกข์ แย้ม วัดราชประดิษฐ์ ๖.พระเทพโมลี แจ่ม ๗. พระพินิตพินัย ชั้น วัดมกุฏกษัตริยาราม ๘.พระเทพโมลี เซ่ง วัดราชาธิวาส ๙.พระพุทธวิริยากร จันทร วัดโสมนัสวิหาร ๑๐. พระครูปทุมธรรมธาดา วัดปทุมวนาราม ๑๑. พระครูวิบุลศีลขันธ์ เทศ ๑๒. พระมหาสุวรรณ วัดสัมพันธวงศ์ ๑๓.พระมหาวิชัย วัดบรมนิวาส ๑๔.พระมหาแต้ม วัดพระยายัง ๑๕.พระอธิการคุ้ม ๑๖.พระมหาเมฆ ๑๗.พระกลิ้ง ๑๘. พระใหญ่ วัดกันมาตุยาราม ๑๙.พระอธิการเหลา วัดดวงแข วันที่ ๑๙ กันยายน เวลา ๑๖ นาฬิกา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จมาที่พระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาส พร้อมด้วยพระเถรานุเถระ ฐานานุกรม เปรียญ อันดับต่างวัด ที่ระบุนามมาแล้ว ประชุมรวมกับพระสงฆ์ในพระอารามนี้อีก ๑๒๒ รูป คือ พระสาสนโสภณ พระอุดมศีลคุณอิน ฐานานุกรม ๘ รูป เปรียญ ๑๕ รูป พระนักธรรมและอันดับ ๙๗ รูป เว้นพระอาพาธ ๒ รูป รวมพระสงฆ์ที่เข้าประชุมทั้งหมด ๑๔๒ รูป พระสาสนโสภณเป็นผู้สวดถอน ทักนิมิตและสมมติสีมาในนามแห่งสงฆ์ เริ่มตั้งแต่เวลา ๑๖ นาฬิกา ๒๐ นาที ถึงเวลา ๑๖ นาฬิกา ๔๕ นาที เสร็จการสมมุติสีมาตามพระพุทธานุญาต สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงนำพระสงฆ์สวด สุปุพพณหสุตตคาถา ยา เทวตา และ โหตุ สพพํ จบแล้ว เสด็จประทับพระเก้าอี้ที่ชานบันไดหน้าพระอุโบสถ พร้อมด้วยพระเถรานุเถระ ฐานานุกรม เปรียญ และอันดับทั้งหมด ในการทำสังฆกรรมนั้น ให้ช่างฉายาลักษณ์ตลาดน้อย ฉายพระรูปและรูปไว้เป็นที่ระลึกแห่งสังฆสันนิบาตเสร็จแล้วเสด็จกลับ เป็นเสร็จการ ท่านที่มาพักอยู่เรียนในยุคนี้มีหลายรูป เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๔๕ พระญาณรักขิต (สิริจนโท จันทร์) พระมหาทา กิตติวณโณ เปรียญเอก พระมหาอ้วน ติสโส เปรียญโท และพระครูโอภาสธรรมภาณ (คมภีโร สา) รวม ๔ รูป มาจากจังหวัดอุบลราชธานี พักอยู่ที่วัดนี้พรรษาหนึ่ง แล้วกลับไปยังจังหวัดนั้นอีก แต่พระมหาทาอาพาธ ถึงมรณภาพวันที่ ๑๒ ธันวาคม ศกนั้น พระญาณรักขิตแต่ก่อนเคยมาอยู่เรียนพระปริยัติธรรมที่วัดนี้ ๒ ครั้ง คือครั้งแรกมาอยู่ในยุคที่ ๑ เรียนอยู่ ๓ ปี ไม่ทันเข้าสอบ พอสิ้นยุคที่ ๑ ก็ย้ายไปอยู่วัดบุปผาราม จังหวัดธนบุรี ครั้งที่ ๒ เป็นพระครูวิจิตรธรรมภาณี มาจากนครจำปาศักดิ์ พักอยู่ในปลายยุคที่ ๒ ช่วยสอนภาษาบาลีในสำนักนี้ด้วย พระมหาอ้วนนั้น ในยุคที่ ๔ เคยมาเรียนคราวหนึ่ง เมื่อสอบได้ชั้นเปรียญตรีแล้ว จึงย้ายไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร. เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๕๒ พระจันทร เขมิโย ก็มาอยู่เล่าเรียนอีกรูปหนึ่ง อยู่ ๔ ปี แล้วออกไปอยู่ที่วัดศรีเทพประดิษฐ์ ในจังหวัดนครพนม พระจูม พนธุโล มาเล่าเรียนอีกรูปหนึ่ง พร้อมกับพระจันทร ได้เป็นเปรียญตรี ไปเป็นเจ้าวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี และเป็นอุปัชฌายะคณะธรรมยุตในมณฑลนั้น ออกจากบัญชีวัดนี้แต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ต่อมาเป็นพระญาณดิลก แล้วเลื่อนขึ้นเป็นพระราชเวทีเจ้าคณะมณฑลอุดร ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๖๑ พระประดิษฐ์ ปณฑิโต กรีเมธ มาจากวัดเทพนิมิตร จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่เล่าเรียนพรรษาหนึ่ง แล้วลากลับออกไปอยู่ช่วยสอนในวัดนั้นตามเดิม ปีชวด พ.ศ.๒๔๖๗ สามเณรเจ้าฟ้าฉายเมือง และสามเณรเจ้าฟ้าขุนศึก โอรสเจ้าฟ้าผู้ครองนครเชียงตุง มีประสงค์จะศึกษาพระปริยัติธรรมตามหลักสูตรที่นิยมในกรุงเทพ ฯ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า โปรดให้รับมาอยู่เล่าเรียนในวัดนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ศกนั้น และภิกษุอีก ๒ รูป คือพระญี่หลวง พระญี่น้อย ซึ่งมากับสามเณรเจ้าฟ้าทั้งสอง ก็พักอยู่ด้วย พระธรรมธราจารย์ สังฆนายกแห่งสงฆ์ในแคว้นนั้น เป็นผู้กำกับและนำสามเณรเจ้าฟ้าทั้งสองมา เมื่อการเรียบร้อยแล้วจึงกลับออกไป ท่านผู้นี้ยังหนุ่มท่วงทีเป็นผู้สงบและแช่มชื่น เปรียญเอกในยุคนี้ที่มีอยู่เก่า คือพระมหาน้อย (เขมิโย) ๗ ประโยค ซึ่งสอบได้ในยุคที่ ๒ นั้นแล้ว ยังคงอยู่ต่อมาในยุคนี้รูปหนึ่ง ที่สอบได้เป็นเปรียญเอกในยุคนี้ ๖ รูป คือที่ ๑ พระมหาอยู่ (เขมจาโร อุดมศิลป์) สอบได้เป็นเปรียญเอก เทียบ ๗ ประโยค ใน พ.ศ.๒๔๔๒ แต่ยังเป็นสามเณร ครั้นอุปสมบทแล้ว สอบได้เป็นเปรียญเอก ๘ ประโยค พ.ศ.๒๔๔๕ เป็นเปรียญเอก ๙ ประโยค พ.ศ.๒๔๔๖ ที่ ๒ พระมหาตรี (กนตวาโร นาคะประทีป) สอบได้เป็นเปรียญเอก ๗ ประโยค ใน พ.ศ. ๒๔๕๘ ที่ ๓ พระมหาเมฆ อิสิญาโณ อำไพจริต สอบได้เป็นเปรียญเอก ๗ ประโยค พ.ศ. ๒๔๖๖ เป็นเปรียญเอก ๘ ประโยค พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นเปรียญเอก ๙ ประโยค พ.ศ. ๒๔๖๙ ที่ ๔ พระมหาอรุณ (อรุโณ นิมมานุทย์) สอบได้เป็นเปรียญเอก ๗ ประโยค พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่ ๕ พระมหาเอื้อน (ชินทตโต สุดเฉลียว) สอบได้เป็นเปรียญเอก ๗ ประโยค ที่ ๖ พระมหาเพียร (เขมวีโร ปิ่นทอง) วัดกันมาตุยาราม แต่ในโรงเรียนวัดนี้ เป็นเปรียญเอก ๗ ประโยค พ.ศ. ๒๔๗๕ พระครูพิเศษในยุคนี้มี ๒ รูป คือเมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๔๔๒ มีพระบรมราชโองการทรงตั้งพระครูคาหาปนานุกิจ (สีลธโร อิ่ม) ฐานานุกรมพระอัฐิของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ ให้เป็นพระครูขันตยาคม ครั้นภายหลังท่านออกวัดไปเป็นเจ้าอาวาสวัดห้วยลิงตกจังหวัดอ่างทองแต่ปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๕๘ แล้ว ก็ว่างพระครูพิเศษมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๖ ถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ ทรงตั้งพระครูธรรมธร (พาหิโย หลุย) ฐานานุกรมของท่านเจ้าอาวาส เป็นพระครูสังฆกิจโกศล พระราชทานพัดพุดตาลชั้นโทแต่วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๐ หม่อมเจ้าที่ผนวชมาประทับในวัดนี้มีอีก ๔ องค์ คือหม่อมเจ้าพระศิวากร (ทินสิวากโร วรวรรณ) ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ หม่อมเจ้าพระพงศ์รุจา (อนุรุโจ รุจวิชัย) ในพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารุจาวรฉวี หม่อมเจ้าสามเณรเพลารถ (มโนวฑฒนวํโส จิตรพงศ์) ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนิริศรานุวัดติวงศ์ ทั้ง ๓ องค์นี้ ผนวชเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ หม่อมเจ้าพระศิวากรนั้น ทรงสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๔ ประโยค ลาผนวชวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ หม่อมเจ้าพระพงศ์รุจาลาผนวชวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๖๙ หม่อมเจ้าสามเณรเพลารถ ทรงสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยค ยังทรงศึกษาต่อมา อีกองค์หนึ่งหม่อมเจ้าพระรัตยากร (วิรตยากโร วิสุทธิ) ในพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรวิสุทธิ์ ผนวชเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ลาผนวชวันที่ ๒ มีนาคมปีนั้น หม่อมเจ้าสามเณรเพลารถ ผนวชวันที่เจ้าพระเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ เมื่อปลายรัชกาลที่ ๕ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๕๒ มีพระบรมราชโองการทรงตั้งพระมหาอยู่ (เขมจาโร อุดมศิลป์) เปรียญเอก ๙ ประโยค เป็นพระอมราภิรักขิต ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาส สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข ครั้งนั้นยังเสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระ ฯ ทรงพระอุปการฉลองสัญญาบัตรสมณศักดิ์ในพระอุโบสถวัดนี้ รุ่งขึ้น ปีจอ พ.ศ. ๒๔๕๓ ทรงตั้งพระมหาสี นารโท เปรียญโท ๕ ประโยค เป็นพระญาณรักขิต ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนิเวศธรรมประวัติ บางประอิน (จะกล่าวในตอนต่อไป) ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๖๔ ทรงตั้งพระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ พิพิธธรรมโกศล (อคคิทตโต อิน) ฐานานุกรมของท่านเจ้าอาวาส เป็นพระอุดมศีลคุณ ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาส ครั้นถึงรัชกาลนี้ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๗๐ ทรงตั้งพระมหาจั่น (วิจญฺจโล สวาคฆพรรณ) เปรียญโท ๖ ประโยค เป็นพระกิตติสารมุนี ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาส สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ทรงอุปการฉลองสัญญาบัตรสมณศักดิ์ในพระอุโบสถวัดนี้ ต่อมาวันที่ ๖ พฤศจิกายน ปีจอ พ.ศ. ๒๔๗๗ ทรงตั้งพระมหาเล่ห์ (โกวิโท ชินปหัษฐ์) เปรียญ ๕ ประโยค เป็นพระอมราภิรักขิต ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาส สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ทรงอุปการฉลองสัญญาบัตรสมณศักดิ์ ท่านเจ้าอาวาสช่วยแจกเจ้าพนักงานในพระอุโบสถวัดนี้ รวมพระราชาคณะที่มีแล้ว ๕ องค์ ในยุคนี้ประจวบเป็นเวลาที่คณะสงฆ์จัดการศึกษาในสงฆมณฑลเจริญแพร่หลายทั้งในกรุงและหัวเมือง ท่านเจ้าอาวาสได้รับหน้าที่เป็นแม่กองสอบไล่นักธรรมสนามจังหวัดชลบุรี สนามมณฑลปราจีนบุรี สนามมณฑลจันทบุรี สนามสาขาแห่งสนามหลวง และเป็นผู้อำนวยการสอบบาลีสนามหลวงโดยลำดับมา มีภาระที่จะต้องจัดต้องทำมากขึ้น หน้าที่เลขานุการแผนกรายงานและประกาศ พระมหาเถา (ธมมทินโน ศรีชลาลัย) เปรียญโท ๕ ประโยค เป็นผู้ทำแผนกบัญชีนักเรียนทั้งหมดผู้เข้าสอบในสนามหลวง พร้อมทั้งการพิมพ์สำเนาและเบ็ดเตล็ดอันเป็นงานของสนามหลวงนั้น พระครูธรรมรูจี (กนตาโภ เพ็ญ โชติกะพุกกณะ) ฐานานุกรมของท่านเป็นผู้ทำบ้าง พระมหาใย (ภททิโย) เปรียญ ๔ ประโยค เป็นผู้ทำบ้าง เมื่อพระมหาเถาลาสิกขาแล้ว ท่านให้พระกิตติสารมุนีเมื่อยังเป็นเปรียญทำต่อมา ในรัชกาลที่ ๕ ปีขาล พ.ศ. ๒๔๔๕ มีพระบรมราชโองการให้เลื่อนสมณศักดิ์ท่านเจ้าอาวาสเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระราชมุนี ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙ โปรดให้เลื่อนเป็นพระเทพกวี ในรัชกาลที่ ๖ ปีจอ พ.ศ. ๒๔๕๓ โปรดให้เลื่อนเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๖๔ โปรดให้สถาปนาเป็นพระสาสนโสภณ จารึกนามในหิรัญบัฏ ตำแหน่งสังฆนายก เจ้าคณะรองคณะธรรมยุตติกนิกาย ถึงรัชกาลปัจจุบันนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ โปรดให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ จารึกนามในสุพรรณบัฏ ดำรงฐานันดรมหาสังฆนายก เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ในยุคนี้ พระออกวัดไปเป็นเจ้าอาวาสบ้าง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสบ้าง มี ๔ รูป คือ (๑) พระวงศ์ (โอทาตวณโณ) มาจากวัดแค อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม อยู่เล่าเรียน ๖ ปีแล้วกลับไปอยู่วัดแค พ.ศ. ๒๔๕๒ ภายหลังเป็นพระอธิการวัดสัมปทวน อำเภอนั้น ต่อมารับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสุทธิสุนทร บัดนี้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะ ที่พระปฐมนคราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม และเป็นพระอุปัชฌายะด้วย (๒) พระญาณรักขิต (นารโท สี) มีพระบรมราชโองการให้ไปอยู่ช่วยพระภัทรศีลสังวร เจ้าอาวาสวัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกจากบัญชีวัดนี้แต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๔ ภายหลังเลื่อนขึ้นเป็นพระราชมุนี รองเจ้าคณะมณฑลอยุธยา บัดนี้เป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น และเป็นพระอุปัชฌายะด้วย (๓) พระครูขันตยาคม (สีลธโร อิ่ม) ไปเป็นเจ้าวัดห้วยลิงตก จังหวัดอ่างทอง และเป็นอุปัชฌายะพระธรรมยุตในจังหวัดนั้นด้วย ออกจากบัญชีวัดนี้แต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๘ (๔) พระครูพิเศษสรวุฒิ (อภิวฑฒโน เป๋า) บัดนี้เป็นพระครูเมธังกร ฐานานุกรมของท่านเจ้าอาวาส ไปเป็นเจ้าวัดธรรมิการาม ตำบลเกาะหลัก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเป็นอุปัชฌายะพระธรรมยุตในวัดนั้นด้วย ออกจากบัญชีวัดนี้แต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๗ การศึกษาในยุคนี้ ฝ่ายภาษาบาลีอาศัยกุฎีใหญ่ในคณะเหนือเป็นโรงเรียนเช่นยุคก่อน ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการ และในตอนแรกต้องสอนด้วย มีผู้อื่นเป็นครูอีก ทั้งบรรพชิตทั้งคฤหัสถ์ ครั้นมีภิกษุสามเณรสอบได้เป็นเปรียญมากขึ้น ก็ไม่ต้องจ้างคฤหัสถ์เป็นครู ได้พระอมราภิรักขิต (เขมจาโร อยู่) เป็นกำลังในแผนกนี้ เมื่อยังเป็นสามเณรเปรียญเอก วิทยาลัยตั้งให้เป็นครูเอก ทางวัดให้เป็นศึกษาธิการี อำนวยการศึกษาในพระอารามตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๒ มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ รวม ๑๘ ปี จำนวนนักเรียนทวีมากขึ้น จนถึงประมาณ ๑๐๐ เป็นอย่างสูง ส่วนเปรียญมีคงวัดเพียง ๒๒ รูป แต่ก็รู้สึกว่ามากในคราวนั้นอยู่แล้ว เริ่มมีกระดานดำใช้ในการสอนมาแต่แรก การสอนนักเรียนได้พยายามอบรมวิชาครูเป็นคู่มาด้วย ซึ่งถ้ายังมีจำนวนเปรียญน้อย จำเป็นจะต้องหวังว่าเมื่อนักเรียนนั้นสอบได้เป็นเปรียญ ก็จะช่วยเป็นครูสอนได้ทีเดียว การอบรมวิชาครูนั้น ตั้งต้นเมื่อนักเรียนได้เรียนจบบาลีไวยากรณ์ ท่านให้คำแนะนำเป็นหลักไว้ ๑๒ ข้อ ซึ่งเป็นคติที่ควรใส่ใจแม้จะเขียนไว้ ๒๐ ปีเศษมาแล้ว ก็ยังไม่พ้นสมัย ทั้งเชื่อว่ายังจะใช้ได้ไปอีกนาน นำมาบันทึกไว้ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นข้อมุ่งในทางศึกษา ซึ่งได้ดำเนินมาแล้วอย่างไร ดังต่อไปนี้ เมื่อก่อนใช้ผูกปัญหาให้นักเรียนตอบอย่างเดียว ใครตอบได้ตามกำหนดที่ตั้งไว้ ก็ชื่อว่าได้ชั้นบาลีไวยากรณ์ แล้วเข้าเรียนธรรมบทต่อไป การสอบไล่เช่นนั้นดูแคบอยู่ เพราะตัดช่องเฉพาะตัว และแสดงความรู้อย่างเดียวเพียงตอบปัญหาได้ ไม่สมกันกับวิธีสอนที่กว้างขวาง ได้ฝึกหัดหลายอย่าง ดังปรากฏแก่ใจนักเรียนแล้ว ถ้าจะคงใช้สอบไล่ตามวิธีนี้ ก็ดูเหมือนกับสร้างที่อยู่ไว้โตใหญ่ แต่อยู่ได้เพียงคนเดียว หรือหว่านพืชหวังผลเพียงต้นละ ๑ ผล ต้นปลายไม่สมกัน คือเหตุใหญ่ผลเล็ก เวลาเรียนลงทุนมาก ตั้งท่าทางแข็งแรง แต่พยานในที่สุดของการเรียนเหลือเพียงตอบปัญหาได้ เช่นนี้ดูไม่เหมาะ เพราะฉะนั้น จึงจัดวิธีสอบไล่ใหม่ ให้เป็นประโยชน์แก่นักเรียน สมกับวิธีสอบและกำลังของนักเรียนที่ใช้เปลืองไปในเวลาเรียน คือให้นักเรียนผู้สอบออกไปสอนนักเรียนชั้นหลัง ๆ ที่เพิ่งเข้าเพิ่งเรียน จะสักกี่คนก็ตาม ให้ได้ความรู้ความเข้าใจพอในข้อที่ตนเรียน ส่วนการที่จะทดลองให้เห็นว่านักเรียนชั้นหลังที่นักเรียนชั้นก่อนออกไปสอน จะมีความรู้ความเข้าใจอย่างที่ว่าหรือไม่นั้น ไม่สำคัญ มีเครื่องสอบได้หลายอย่าง เป็นต้นว่า ส่งปัญหาให้ตอบก็รู้ได้ เพราะฉะนั้น ยังไม่ต้องด่วนตั้งกำหนดลงไป สุดแต่ให้มีความรู้เป็นประมาณก่อน ฝ่ายนักเรียนผู้จะออกไปสอนเล่า ในเวลาที่มีอยู่หลายคนด้วยกัน คนหนึ่ง ๆ จะต้องสอนอะไรสอนตั้งแต่ไหนไปถึงไหน เป็นการจัดชั่วขวบ ครูต้องจัดให้เหมาะแก่คราวของตน ให้ฟังคำสั่งของครูเป็นประมาณ และไม่ต้องคิดว่า สอนด้วนกันหลายคน กานสอนไม่เหมือนกัน คนนั้นยิ่งคนนี้หย่อน จะรู้ไม่ได้ว่าใครเป็นอย่างไร และนักเรียนที่รู้เพราะใคร ไม่เข้าใจเพราะใคร ดังนั้นเลยเครื่องแก้เครื่องสอบมีอยู่รอบด้าน ครูคิดขึ้นครูก็ต้องคิดป้องกันจนตลอด ไม่ต้องวิตก ไม่ใช่หน้าที่ไม่ใช่กงการของนักเรียนที่จะสู่รู้ไปต่าง ๆ ถึงวาระใคร คนนั้นต้องออกไปสอนให้เป็นการเป็นงาน ทำอย่างนี้มีประโยชน์หลายอย่าง คือได้เรียนมาอย่างใดได้ใช้อย่างนั้นเสมอ วิชาของเธอจะไม่เสื่อมมีแต่จะเชี่ยวชาญชำนาญขึ้น เหมือนศัสตรายิ่งลับก็ยิ่งคม กว่าจะเสร็จเรื่องที่ต้องทำ เธอก็คว้าประโยชน์ไว้ได้อีกทางหนึ่ง กล่าวคือชั้นธรรมบทที่เล่าเรียนอยู่ จะสิ้นไปเปลืองเป็นอันมากอย่างที่เรียกว่าเรียนได้เป็นหน้าเป็นตา เพราะเวลาที่เธอต้องสอนนักเรียนรุ่นหลังนั้น เป็นเวลาที่ได้เรียนธรรมบททุกคนแล้ว การแปลหนังสือ ต้องอาศัยบาลีไวยากรณ์เป็นที่ตั้ง ไม่รู้ไวยากรณ์ก็ไม่รู้แปลหนังสือเหมือนกัน การที่ต้องออกไปสอนในเวลาที่ตนเป็นนักเรียนธรรมบทอยู่นั้น อย่าเข้าใจว่าจับปลาสองมือ ความสำคัญอยู่ที่เวลาซึ่งแบ่งเหมาะ พึงทราบว่าการเรียนธรรมบทจะดีขึ้นอีกเพราะต้องตรวจตราเอาใจใส่ในไวยากรณ์อยู่เสมอ โดยมีข้อบังคับในตัว ต้องทำได้มากกว่าที่ไม่มีอะไรบังคับ กว่านักเรียนพวกนั้นจะสอบได้อีกชั้นหนึ่ง เธอก็ชำนาญแล้ว เพราะการคิดสอนเขาให้รู้ให้เข้าใจ ต้องอาศัยหลายทาง วิจิตรพิสดารกว่าสำหรับตน ความรู้ที่วิเศษ ก็คือความรู้ที่วิจิตร ซึ่งสอนให้เขารู้ได้ด้วย คนที่เป็นครูได้ ก็คือคนที่มีความรู้เช่นนั้น ท่านจึงสั่งสอนกันว่า เรียนอะไรก็ให้เป็นครูเขา อีกอย่างหนึ่ง นักเรียนผู้สอบไล่ได้ด้วยวิธีนี้ จะมีความรู้สึกดีขึ้นอีกเป็นอันมากทั้งบาลีไวยากรณ์ที่ตนได้เรียนมาด้วยวิธีสอนอันลึกซึ้ง จักเป็นผลแก่ตนทันตาเห็นในชั่วที่ยังเป็นนักเรียนอยู่นั้น ไม่ต้องไปอ้างเอาเมื่อได้ชั้นธรรมบทเลย เพราะการไล่ธรรมบทได้ แม้ต้องอาศัยไวยากรณ์เป็นพื้นเดิม แต่ก็ควรอ้างว่าเป็นผลของการเรียนธรรมบทนั่นเอง ไม่ควรจะกล่าวว่าความรู้บาลีไวยากรณ์อยู่ที่ไล่ธรรมบทได้ เพราะเหตุผลไม่เป็นลำดับกัน ควรจะหวังผลในชั้นที่ไล่บาลีไวยากรณ์ได้นั่นแหละ ยังคุณประโยชน์อื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ถ้านักเรียนทำด้วยความตั้งใจก็จะได้เห็นเองในเวลาที่ทำไป เพราะฉะนั้น การสอบไล่บาลีไวยากรณ์สำหรับนักเรียนรุ่นนี้ (คือพวกที่เข้าเรียนในศก ๑๒๖) เป็นอันตกลงไล่ด้วยวิธีสอน ถ้าสอนให้นักเรียนรุ่นหลัง (คือพวกที่เข้าเรียนในศก ๑๒๗) นั้นมีความรู้ได้ ตนก็เป็นอันไล่ได้ จงตั้งใจให้ดี อุตสาห์ทำให้เต็มสัตติ กำลังตามคติแบบแผนที่จัดทำให้ไว้สำหรับดำเนิน ดังต่อไปนี้ ๑. ให้รู้ตัวเถิดว่า การที่ตนสอนเขา เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับบุคคล ขึ้นชื่อว่าความรู้ที่เกี่ยวกับบุคคลแล้ว เป็นการล่อแหลม จะเอาให้ได้ดั่งใจตัวเองไม่ได้ อารมณ์ที่ตัวไม่เคยได้รับ เป็นต้องได้รับนี้เป็นธรรมดา หนีไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่พ้น ถ้าไม่มีความอดทน ก็ทำไม่ได้เท่านั้น การของตัวก็ไม่สำเร็จและเหลวไหล เพราะฉะนั้น จงรู้สึกตัวเสียก่อนอย่างนี้แล้ว อย่าครั่นคร้ามต่ออะไรเลยมุ่งแต่จะทำหน้าที่ของตัวให้ตลอดเถิด จึงจะชื่อว่าศิษย์ครู มีความรู้อันได้เล่าเรียนแล้วต่อครู ไม่ใช่คนเถื่อนที่ดอดเรียนแอบเรียน ครั้นเรียนแล้วก็ไม่รู้ รู้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ดีแต่คุยนอกสังเวียน ไม่มีสง่า และต้องจ๋องในสภา จะพูดจาอะไรก็ไม่มีใครนิยมในวิชาของตน เหมือนหญิงที่มีชู้ มีลูกออกมาแล้วก็เชิดชูไม่ได้ ต้องปิดบังซุ่มซ่อน จงจำไว้อย่างนี้ ๒. จงตั้งใจเป็นที่สุดว่า จะอธิบายให้เขาเข้าใจจงได้ นี่เป็นหัวใจของการสอน จะสอนให้เขารู้ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจในที่ยังไม่เข้าใจ ความเข้าใจของคนเล่าก็ต่างกัน บางคนง่าย บางคนยากแต่ถ้าตั้งใจจะอธิบายให้เขาเข้าใจจนได้แล้ว ถึงอย่างไรก็สำเร็จ ไม่ได้ท่านี้ ยังไปท่าโน้น พูดอย่างโน้นไม่เข้าใจ เปลี่ยนมาพูดอย่างนี้ เอาให้เข้าใจจนได้ ๓. ความเข้าใจในเชิงอธิบาย อย่าถือเอาคนฉลาดเป็นประมาณ ให้ถือเอาคนโง่เป็นประมาณ ข้อที่คนฉลาดเข้าใจแล้ว บางทีคนโง่ยังไม่เข้าใจ แต่ถ้าคนโง่เข้าใจแล้ว คนฉลาดก็เข้าใจเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นคนโง่จะไม่มีเวลาเข้าใจ เมื่อต้องซ้ำอธิบายให้คนโง่ ๆ ฟังอยู่บ่อย ๆ คนฉลาดก็ยิ่งปรุโปร่งมากออกไป จงรู้ไว้อย่างนี้ ๔. อย่าได้ยกเอาความเข้าใจของตนขึ้นวัดกับนักเรียนเลยเป็นอันขาด จะทำให้อึดอัด ลำบากใจ เพราะตัวเรียนแล้วรู้แล้ว ส่วนนักเรียนยังไม่รู้ ต้องค่อย ๆ ผ่อนผันตามสติปัญญาของเขา อย่าเอาใจของตนที่มีความเข้าใจเป็นพื้นอยู่แล้วเป็นประมาณ นักเรียนจะเดือดร้อน ๕. จงระวังให้มาก อย่าให้นักเรียนนั่งอยู่เปล่า ไม่มีงานทำได้เลยเป็นอันขาด โดยที่สุดเพียงแม้ ๓ นาที ก็อย่าให้มีเวลาว่าง หัวใจในข้อนี้ ก็คือให้เราต้องคอยนักเรียนไว้ อย่าให้นักเรียนต้องคอยเรา เพราะฉะนั้น ต้องคิดต้องกะให้นักเรียนได้รู้สึกว่ามีการทำอยู่เสมอ นอกจากไม่มีอะไรจักสำแดง ก็สั่งให้นั่งดูตำราเล่นในโรงเรียน อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เพราะการดูตำราอยู่ที่กุฏีก็ดูได้ไม่ต้องเข้าไปดูในห้องเรียน ส่วนการที่ทำในห้องเรียน ต้องให้เป็นพิเศษกว่าซึ่งอยู่กุฎี ไม่ได้เข้าโรงเรียนจักทำดังนั้นไม่ได้ คือต้องทำให้สมกันกับที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนชั่วเวลาหนึ่ง ๆ ๖. งานที่เกี่ยวกับต้องคิด อย่าเร่ง เช่นผูกประโยคฝึกหัด หรือแปลอุภัยพากย์อย่างนี้เร่งไม่ได้เลยเป็นอันขาด ถ้าขืนเร่ง เป็นเสีย จะเร่งได้อย่างเดียว เมื่อให้นักเรียนใช้ความคิดสด ๆ ประชันขันแข่งกันเท่านั้น อย่างนี้ความดีอยู่ที่เร็วทันควัน จะเร่งก็เร่งได้ เพราะใจนักเรียนก็นึกสนุกคิดจะเร่งอยู่ก่อนแล้ว ถ้าถูกเร่งกระตุ้นเข้าอีก ก็เหมือนช่วยให้ตกลงเร็วและกล้าขึ้นเท่านั้น ไม่ทำให้มักง่ายได้ ๗. อย่าใช้กิริยาเนิบนาบ รุ่มร่าม ให้เป็นเยี่ยงแก่นักเรียน ต้องท่องอยู่ในใจเสมอว่า เวลามีน้อยที่สุด แต่คนมาก เพราะจะทำประโยชน์ให้แก่คนมากทั่วถึงกันให้หมด ให้ทันเวลาที่มีอยู่น้อยนี้ ๘. อย่าใช้กริยาหยาบ สะเพร่า ยุ่งยิ่ง ชุ่ย ๆ หวัด ๆ มักง่ายต่าง ๆ จะเขียน จะตรวจ จะแก้หนังสือของนักเรียน ต้องทำให้เรียบร้อยทุกแห่งไป อย่าทำให้สมุดของเขาเปรอะเลอะเทอะเพราะลายมือของตน ขีดเขียนเส้นอะไรลงไป ต้องให้เป็นที่เข้าใจชัดเจน ควรเป็นเครื่องหมายให้นักเรียนหรือตนเองสังเกตได้ แม้เขียนอะไรลงไปในกระดานดำ ถึงว่าเป็นของจะต้องลบเสมอ ก็ให้ลบแต่เส้นที่เขียน อย่าให้เป็นอันลบคติลบรอยของตนเสียด้วย เขียนให้เป็นท่าเป็นทาง วรรคตอนหมวดหมู่ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีการงานดีทำดี ๙. อย่าเข้าใจว่า การที่ทำในห้องเรียนจำเพาะแต่ข้อที่มีในบาลีไวยากรณ์เท่านั้น ต้องเอาใจใส่ตลอดถึงอักขรสมัยที่เป็นส่วนภาษาไทย เป็นต้นว่า สะกดการันต์ และคำใช้ที่เป็น ร หรือ เป็น ล และถ้อยคำสำเนียงอื่น ๆ ให้ชัดเจนถูกต้อง อย่าให้ก้าวก่าย ที่สุดแม้แต่วางกระดาษหรือสมุดเขียนหนังสือ ก็ต้องวางให้ตรงตามระเบียบที่ตัวได้เคยทำมาแล้ว อย่าปล่อยให้นักเรียนวางเอียงเฉไปไถลมาตามชอบใจ จะได้เป็นประโยชน์แก่นักเรียน หากว่าจะเรียนไม่ตลอด ก็ยังได้คติในโรงเรียนไปใช้ในที่อื่น ๆ ๑๐. การท่องเป็นกิจที่อิดหนาระอาใจของนักเรียนมานานแล้ว ถ้าความเพียรน้อย ก็ยิ่งระอามาก แต่ในที่นี้คนเกียจคร้านไม่มีเพียร ต้องยกกันเสียที ไม่ต้องพูดถึง เพราะการเรียนต้องอาศัยความเพียร ขี้เกียจไม่ได้ แต่ต้องใช้อุบายช่วยแรงแก่ผู้ที่มีเพียรให้เป็นการสะดวกยิ่งขึ้นอีกคือต้องเข้าใจว่า การท่องบาลีไวยากรณ์ไม่เป็นอย่างท่องสวดมนต์ ที่ต้องจำพยัญชนะทุก ๆ ตัวไปสำคัญที่ใจความ ถ้าถูกแล้วเป็นอันใช้ได้ ไม่ต้องถึงเป็นกะเป็นเกณฑ์ให้ท่องตะบึงไป เว้นไว้แต่นักเรียนสมัครท่องเอง ก็พึงอนุมัติตาม อย่าห้ามปรามหรือติการที่เขาทำเลย แต่ถ้าข้อใดต้องใช้จำอย่างเดียว เช่นวิภัตติปัจจัย หรือชื่อเสียงเกี่ยวกับบัญญัติของข้อนั้น ๆ เป็นหัวข้อสำคัญในข้อนั้น ๆ ทุก ๆ ข้อไป ต้องถือให้เป็นเคร่งครัดทีเดียว อย่าผ่อน ไม่จำไม่ได้ ต้องจำให้ขึ้นใจขึ้นปากแม่นยำชัดเจนจริง ๆ อย่างที่เรียกว่าคล่องปร๋อ จึงจะพอใช้ ส่วนในข้อนอกจากนี้ ที่เป็นคำพูด คำอธิบาย นักเรียนจะท่องจำไว้ทั้งหมดหรือไม่ก็ตาม ต้องให้ถอดเอาใจความของข้อเช่นนั้นอมไว้ได้ด้วยความพยายามอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนสอน ดังนี้ให้จงได้ เช่นนี้ทุกแห่งไป ถ้านักเรียนยังคงเอาใจความไม่ได้ ในที่สุดต้องปรับให้ท่องข้อเช่นนั้นให้คล่องปากและทานได้หมดทั้งข้อ เป็นการปรับส่วนพิเศษ ไม่ใช่กะให้ท่องโดยธรรมดา เพื่อจะรักษาแบบให้คงไว้ หาไม่จะไม่ได้ในข้อนั้น ๑๑. ข้อเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ที่คนเรียนต้องใส่ใจ จะไม่รู้ไม่ได้ แต่ในแบบบาลีไวยากรณ์ไม่ได้มีอยู่โดยตรง ข้อเช่นนี้เป็นเหมือนยาเกร็ด ไม่ปรากฏในตำราหลวง แต่เป็นข้อสำคัญอันหนึ่งซึ่งท่านเรียกว่าลัทธิ ในข้อเบ็ดเตล็ดเช่นนี้ ต้องเขียนในกระดานดำให้จะแจ้งเรียบร้อยอธิบายความพิสดารให้นักเรียนเข้าใจแล้ว คัดข้อนั้น ๆ ลงในสมุดของตน ๆ ในระหว่างที่สอนไปถึงและเกี่ยวข้อง ถ้าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องคัดให้ จะเป็นน้ำท่วมทุ่งไป ก็ข้อที่ว่านี้ เธอได้จดไว้ในสมุดของตัวในเวลาที่ครูสอนมีอยู่มีอยู่เป็นคู่มือด้วยกันทุกคนแล้ว ไม่เป็นการยากที่จะต้องขวนขวายต่อไปอย่างไรเลย แต่ว่าที่ตัวได้จดไว้นั้น มีไม่เป็นลำดับและมีไม่เท่ากันทุกคน มากบ้าง น้อยบ้าง ตามวันเรียนของตน เพราะเป็นการจดลงไปสด ๆ ในเวลาที่ตนเรียน ครั้นจดแล้วก็ไม่ได้ตรวจ มีทางคลาดเคลื่อนได้ เพราะฉะนั้น อย่าคัดจากสมุดของตนเขียนให้นักเรียนเลย จงคัดจากสมุดการโรงเรียนที่ครูได้รวบรวม และตรวจตราแก้ไขจัดไว้ให้เสร็จแล้วนั้นเถิด ๑๒. ในเวลาที่ทำไป ถ้าสงสัยหรือไม่เข้าใจอย่างไรในบาลีไวยากรณ์เป็นส่วนตนก็ดี ไม่รู้วิธีดำเนินในการสอนส่วนนักเรียนก็ดี อนุญาตให้ถามได้ทั้งสิ้น อย่าเดาทำไปด้วยความงมงายหรือดื้อด้านทำไปด้วยทิฐิมานะ จะพาให้ตัวเหลวยิ่งกว่านักเรียนที่ตัวได้สอนเขา พึงเข้าใจอย่างนี้ และถือข้อเหล่านี้ไว้ให้มั่นว่าเป็นอย่างสำคัญของตน จะไล่บาลีไวยากรณ์ได้อย่างสูง ก็เพราะยึด ๑๒ ข้อนี้ไว้ได้ แต่ไม่ใช่ได้เพราะจำได้ จะได้เพราะทำได้ คือทำให้ ๑๒ ข้อนี้มีอยู่ในตัว เพราะฉะนั้น ข้อความ ๑๒ ข้อนี้เป็นเท่ากับข้อไล่ ๑๒ ข้อ แต่ถ้าไล่ได้ ก็วิเศษกว่าไล่ข้อธรรมดาได้แม้ตั้งร้อยตั้งพันข้อ เมื่อนักเรียนมีมากขึ้น และจำนวนเปรียญก็ทวีข้อ เพื่อจะรวบรัดเวลาตอนต้นให้เร็วเข้าจึงผ่อนการอบรมวิชาครูแก่นักเรียน เลื่อนมาฝึกเมื่อเป็นเปรียญแล้ว ครั้นเปรียญที่ทำการสอนต่อมาพอจะเป็นหลักในหน้าที่นั้นได้ ก็ตั้งให้เป็นครูและให้รวมเป็นคณะปรึกษา หรือกิจการ ตามกำหนดที่จะนัดประชุมกันเป็นครั้งคราว เพื่อจะให้โครงการเข้าระเบียบและประสานลำดับกันไป นักเรียนทั้งหลายย่อมมีเชาวะสติปัญญายิ่งหย่อนต่างกันบ้าง ข้อนี้เป็นธรรมดา แต่ความพากเพียร นั้นจำเป็นต้องให้มีทุกคน จึงจะสมกับเรื่องศึกษา จะปล่อยให้แล้วแต่นักเรียนใครเพียรมากก็ดีไป ใครเกียจคร้านก็เป็นบาปของเธอเอง เช่นนี้ไม่ได้ เพราะผลดีหรือไม่ดี ไม่ใช่นักเรียนเป็นผู้รับเท่านั้น ครูและสำนักเรียนจะต้องเกี่ยวพันอยู่ด้วยเสมอ ครั้นโรงเรียนจะถือว่าสอนเอาบุญก็ดูกระไรอยู่ เพราะบุญนั้นไม่ได้แยกจากประโยชน์ ถ้าเรียนไม่ตลอดไม่ทันได้เรื่องได้ราวก็ท้อถอยเลิกไปเสีย เป็นการเสียเวลาเปล่าของผู้สอน ฝ่ายผู้เรียนก็ไร้ประโยชน์ ทั้งสำนักก็เสียชื่อในลักษณะเช่นนี้ จะว่าเรียนเอาบุญสอนเอาบุญ เห็นจะฟังยาก และท่านก็ปรารถนาจะให้เป็นประโยชน์สมกับที่ตั้งใจเรียนตั้งใจสอน เป็นการรักษาและผดุงเกียรติคุณของโรงเรียนด้วย จึงได้วางระเบียบรับนักเรียนขึ้นใหม่ คือเมื่อมีใครสมัครเรียนก็รับ แต่จะต้องให้เรียนวิชาเบื้องต้นอันเป็นขั้นทดลองก่อน ครั้นสันนิฐานได้แน่ว่า ผู้นั้นมีความอุตสาหะและเชาวนะพอจะเรียนต่อไปได้ จึงให้เข้าบัญชีเป็นนักเรียน ถ้าเป็นคนทึบมากนักก็ดี เป็นคนตื่นเรียนไม่จริงจัง ไม่ทันไรจะย่อท้อก็ดี ต้องบอกคืน ไม่รับเป็นนักเรียน เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่าด้วยกันทั้งสองฝ่าย วิธีนี้ก็นับว่าดีเพราะภาษาบาลียากเพียงไร ย่อมทราบกันอยู่แล้ว ผู้เรียนต้องรักวิชานั้นจริง ๆ จึงจะได้ประโยชน์การที่ท่านผ่อนรับเช่นนี้ ก็เพื่อให้สำเร็จประโยชน์นั่นเอง มีนักเรียนมาจากต่างวัดก็มาก แต่มีความมุ่งหมายต่าง ๆ กัน บางวัดต้องการเรียนตลอดไป บางวัดต้องการเรียนเพียงบาลีไวยากรณ์เท่านั้นก็มี บางวัดต้องการตลอดจนถึงแบบอย่างอันเป็นวิธีอบรมสั่งสอน ด้วยมีความประสงค์จะนำไปแก้ไขโครงการในสำนักนั้นให้เป็นระเบียบดีขึ้นเช่นวัดบรมนิวาสเคยบอกความจำนงเช่นนั้นมาในจดหมายฝากนักเรียนซึ่งมีความรู้เป็นพื้นอยู่บ้างแล้ววัดต่าง ๆ ที่เคยฝากภิกษุสามเณรให้เรียนในสำนักนี้ คือวัดบรมนิวาส วัดดวงแข วัดมหาพฤฒาราม วัดปทุมคงคา วัดสัมพันธวงศ์ วัดไตรมิตร(ส้มจีน) วัดจักรวรรดิราชาวาส วัดกันมาตุยาราม วัดสวนพลู วัดอนงคาราม วัดทองนพคุณ ส่วนที่วัดนี้ได้ส่งเปรียญตรี เปรียญโทไปเรียนที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพราะคราวนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้ายังมีเวลาได้เสด็จลงสอนอยู่เนือง ๆ ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๕๘ มีสอบได้เปรียญเอก ๗ ประโยครูปหนึ่ง ส่วนการเรียนพระธรรมวินัยภาษาไทย ก็มีเป็นพื้นวัดมา และมีการสอบปีละครั้งทุกวิชาเมื่อมีหลักสูตรนักธรรมสนามสาขาแห่งสนามหลวง สำนักนี้ก็ส่งนักเรียนเข้าสอบไม่ขาด การสอนกำหนดเป็น ๒ ระยะ คือภายในพรรษาคราวหนึ่ง สอนรวมกับภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ด้วยออกพรรษาแล้วสอนอีกคราวหนึ่ง ในระหว่างนั้นมีแต่นักธรรมชั้นตรี ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๕๙ พระอมราภิรักขิตลาสิกขา ท่านให้พระมหาตรี (กนตวาโร นาคะประทีป) เปรียญเอก ๗ ประโยค เป็นอาจารย์ใหญ่ต่อมา และหลังจากพระมหาตรีลาสิกขาแล้วให้ผู้อื่นทำหน้าที่นั้นสืบเนื่องกันโดยลำดับ คือพระมหาแจ่ม (ชุติโม) เปรียญโท ๕ ประโยค พระมหาดรุณ (ปธานิโย สุทธาชีพ) เปรียญโท ๖ ประโยค พระมหาจั่น (วิจญจโล สวาคฆพรรณ) เปรียญโท ๖ ประโยค พระมหาจรูญ ญาณจารี สุวรรณเนตร เปรียญโท ๕ ประโยค รับหน้าที่เป็นอาจารย์ใหญ่บ้าง เป็นอุปนายกบ้าง เฉพาะพระมหาตรีกับพระมหาแจ่ม ๒ รูป เป็นอาจารย์ใหญ่ ต่อจากนั้นมาเป็นอุปนายก อาจารย์ใหญ่กับอุปนายกต่างกันด้วยอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ คืออาจารย์ใหญ่มีอำนาจที่จะแก้ไขระเบียบการในโรงเรียนตามที่ตนเห็นสมควรอย่างไรก็ดี แล้วทำรายงานกิจการถวายท่านเจ้าอาวาสเป็นครั้งคราว ครั้นเปรียญเอกขาดวัด ท่านจึงให้ผู้ที่เป็นหัวหน้าคณะครูเป็นอุปนายกซึ่งได้สมมุติขึ้นใหม่ เมื่ออุปนายกจะแก้ไขระเบียบการอย่างไร ต้องประชุมคณะครู ปรึกษาหารือตกลงกันแล้ว นำความกราบเรียนท่านเจ้าอาวาส เพื่อขอคำสั่งต่อไป การรับหน้าที่เป็นอุปนายกนี้ มีอายุเป็นได้ปีเดียว รุ่งขึ้นปีใหม่ก็เปลี่ยนให้รูปอื่นทำ ครั้นพระมหาจรูญ ออกจากหน้าที่อุปนายกแล้ว ท่านเห็นว่า การที่ให้รับหน้าที่เพียงปีเดียวนั้น เป็นเหตุให้เสียผลบางอย่าง จึงให้พระมหาจั่นรับหน้าที่เป็นอุปนายกประจำต่อมาโดยไม่กำหนดปีเหมือนแต่ก่อน ถึง พ.ศ.๒๔๖๘ พระมหาจั่นรับหน้าที่เป็นอุปนายกประจำต่อมาโดยไม่กำหนดปีเหมือนแต่ก่อน ถึงพ.ศ. ๒๔๖๘ พระมหาจั่นลาพัก ท่านจึงให้พระมหาเล่ห์ (โกวิโท) เปรียญโท ๕ ประโยคเป็นอุปนายก ถึงปลายปี พ.ศ.๒๔๗๒ ยกเลิกตำแหน่งอุปนายก ให้พระกิตติสารมุนีเป็นผู้อำนวยการศึกษาต่อมา ครั้นมีพระบรมราชโองการให้พระกิตติสารมุนีเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรี ซึ่งต้องรับภาระในหน้าที่นั้นมากอยู่แล้ว ท่านจึงให้พระมหาเอื้อน (ชินทตโต) เปรียญโท ๖ ประโยคเป็นผู้อำนวยการศึกษาแทน เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๔ ระเบียบการในโรงเรียน ภายหลังเมื่อพระอมราภิรักขิตลาสิกขาแล้ว มีแก้ไขเพิ่มเติมบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับแปลกออกไป นักเรียนที่มาแต่วัดอื่น นอกจากวัดที่ระบุมาแล้ว ก็มีอีก คือวัดชำนิหัตถการ (สามง่าม) วัดพลับพลาชัย วัดคณิกาผล วัดดิสานุการาม วัดพระพิเรนทร์ ![]() ![]() วัดเทพธิดา วัดมหรรณพาราม วัดชัยชนะสงคราม (วัดตึก) วัดพระยายัง จำนวนนักเรียนก็ยังไล่เลี่ยกับคราวก่อน จะมากกว่าก็ไม่ถึง ๓๐ รูป พ.ศ. ๒๔๖๙ มีเปรียญเอก ๙ ประโยครูปหนึ่ง พ.ศ.๒๔๗๓ มีเปรียญเอก ๗ ประโยครูปหนึ่ง พ.ศ. ๒๔๗๕ มีเปรียญเอก ๗ ประโยคอีก ๒ รูป จำนวนเปรียญได้ทวีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาโดยลำดับ สำหรับปีนี้มีเปรียญคงสำนักเรียน ๘๔ รูป คือ เปรียญเอก ๗ ประโยค ๓ รูป เปรียญโท ๖ ประโยค ๒ รูป ๕ ประโยค ๒๒ รูป ๔ ประโยค ๑๕ รูป เปรียญตรี ๔๒ รูป เมื่อมีประกาศหลักสูตรนักธรรมสนามหลวงทั้งชั้นโท ชั้นเอก สำนักนี้ก็ได้ส่งนักเรียนเข้าสอบเสมอมา แต่การสอนแผนกนี้ยังไม่ได้วางระเบียบให้แน่นอนลงไป ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๖๗ มีตึกนิภานภดล ซึ่งสร้างเป็นโรงเรียนในคณะใต้ทำเสร็จแล้ว จึงย้ายการเรียนภาษาบาลีและนักธรรมไปที่ตึกนั้น ในแผนกการศึกษานี้ อะไร ๆ ก็ดีตามสมควรแล้ว ยังอีกสิ่งหนึ่งซึ่งถ้าจัดให้มีขึ้นได้ จะดีหนักหนา คือตำราสอนเฉพาะวิชานั้น ๆ เพื่อเป็นปทัสถานของครู สำหรับอบรมความรู้นักเรียนให้มีระดับไม่ยิ่ง ๆ หย่อน ๆ จะผดุงวิธีสอนให้อิงหลัก และคืบไปในทางเจริญขึ้นฝ่ายเดียว แผนกโรงเรียนหนังสือไทยนั้น ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้อุปการะดุจนัยหนหลัง ครั้นเมื่อมหามงกุฎราชวิทยาลัยงดจัดการแล้ว การโรงเรียนนั้นก็โอนไปอยู่ในความคุ้มครองจัดการของกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ สอนที่ตึกแม้นนฤมิตร ตึกวิทยาศาสตร์ ตึกเยาวมาลย์อุทิศและตึกใหม่ (ข้างตึกเยาวมาลย์อุทิศ) ในบริเวณหน้าวัด เป็นประเภทโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ (ภายหลังเปลี่ยน เรียกว่าโรงเรียนฝึกหัดครู) ซึ่งย้ายมาจากโรงเลี้ยงเด็ก (คือโรงเรียนเบญจมราชูทิศบัดนี้) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ กรมศึกษาธิการได้ย้ายหลักสูตรฝึกหัดครูไปทำการสอนที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก (คือโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จบัดนี้) แล้วย้ายนักเรียน ร.ร. สวนกุหลาบเดิมซึ่งคราวนั้นประชุมสอนอยู่ที่ ร.ร.สายสวลีสันถาคาร โรงเลี้ยงเด็ก ให้มาเรียนในโรงเรียนนี้ ต่อรุ่งขึ้นปีมะแม พ.ศ. ๒๔๕๐ จึงจัดการตั้งเป็น ร.ร. มัธยมแผนกภาษาต่างประเทศ แต่นั้นมาโรงเรียนนี้นับอยู่ในประเภทโรงเรียนภาษาอังกฤษ และได้ชื่อเนื่องมาจาก ร.ร.สวนกุหลาบอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง แต่ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ นั้น ส่วนหลักสูตรก็ได้คิดแก้ไขมาโดยลำดับถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๕๖ เปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่ แบ่งการสอนแยกเป็นประถม ๓ ชั้น มัธยม ๘ ชั้น เรียกนามโรงเรียนว่า มัธยมวัดเทพศิรินทร์ สืบมาจนบัดนี้ ขึ้นอยู่ในแขวงพระนครใต้ จังหวัดพระนคร อาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียน คืออำมาตย์เอก พระยาจรัสชวนะเพท (ชุ่ม กสิกผลิน) ต่อมาอำมาตย์โท พระพิสัณฑ์พิทยาภูน (โชติ ผลชีวัน) ต่อมาหลวงสำเร็จวรรณกิจ และมีหลวงภารสารเป็นผู้ช่วย ซึ่งยังประจำการอยู่บัดนี้ การสร้างวัตถุสถานอันเป็นหน้าที่ของช่างหลวงยังทำกันต่อมา รูปบัวฐานพระศรีมหาโพธิ เค้าเดิมเป็นอย่างฐานปัทม์พระอุโบสถที่ยังปรากฎอยู่บัดนี้ แก้บัวให้สอบงามขึ้น และวัดทำเพิ่มหัวเม็ดประตูกำแพงแก้วที่ยังไม่มีให้มีครบทุกประตู ส่วนการในพระอุโบสถ คือบัวปลายเสารอบประธานและเสาเอ็นผนัง ทำด้วยปูนประดับกระจก ลายประดับที่เพดานใน ลายเขียนที่ผิวผนังภายใน ลายฉลุทองที่เพดานนอก และการฉาบน้ำปูนเสาและผนัง ก็ทำเสร็จตลอด พร้อมทั้งติดสายล่อฟ้าไว้ป้องกันด้วย พระอุโบสถนั้น ส่วนฐานสูง ๑.๕๒ เมตร กว้าง ๒๑.๓๑ เมตร ยาว ๓๗.๙๐ เมตร เสาเฉลียงวัดรอบ ๒.๖๐ เมตร บัวปลายเสานอกทำด้วยปูนและประดับกระเบื้อง พนักลูกแก้วระหว่างเสาเฉลียงสูง ๑ เมตร ผนังด้านข้างและด้านหลังห่างจากพนักลูกแก้วด้านละ ๑.๕๖ เมตร ส่วนด้านหน้าห่าง ๘.๓๑ เมตร ปูพื้นนี้ด้วยหินอ่อนทั่วกัน ผนังหนา ๘๘ เซ็นต์ กว้าง ๑๖.๖๘ เมตร ยาว ๒๖.๔๐ เมตร สูงจากพื้นนอกถึงสุดผนัง ๑๐ เมตร เชิงผนังข้างนอกทำเป็นรูปฐานปัทม์ระยะสูง ๑.๒๖ เมตร ผนังแนวหน้ามีประตู ๓ ประตู แนวข้างมีหน้าต่างข้างละ ๗ หน้าต่าง แนวหลังมี ๒ ประตู และมีหน้าต่างอีก ๓ หน้าต่าง บานประตูและหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ รูปทรงข้าวบิณฑ์ก้านแย่งที่ด้านนอก ส่วนด้านในพื้นทาชาด เขียนลายทองเป็นรูปเทพบุตรยืนชูช่อดอกรำเพย ซุ้มประตูและหน้าต่างทำเป็น ๒ อย่าง ซุ้มข้างนอกเป็นทรงมงกุฏประดับกระเบื้องเคลือบ ส่วนซุ่มข้างในเป็นลายปั้นคล้าย ๆ ก้านขดแต่แกมฝรั่ง ทำด้วยปูนเพชรปิดทองทึบ เป็นอย่างซุ้มเครือไม้ดอก ผูกล้อมตราพระเกี้ยวยอดซึ่งอยู่เหนือพานรอง ๒ ชั้น มีช้าง ๓ เศียรยืนบนแท่นทูนพาน ตั้งเครื่องสูงสองข้าง มีราชสีห์คชสีห์ประคองเครื่องสูง ส่วนพื้นร่วมในพระอุโบสถสูงกว่าพื้นนอก ๓๗ เซ็นต์ ปูด้วยกระเบื้องสี เชิงเสาในและเชิงผนังประดับกระเบื้องสลับสีเป็นระยะสูง ๑ เมตร บัวปลายเสาในและเสาเอ็นทำด้วยปูนประดับกระจก ผิวผนังภายในเขียนลายสีรูปทรงข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง ชุกชีด้านหน้ากว้าง ๘.๗๐ เมตร ด้านข้าง ๗.๖๕ เมตร สูง ๑.๑๘ เมตร ห่างจากผนังแนวหลังเพียง ๖๒ เซ็นต์ ห่างจากผนังด้านข้าง ๒.๒๕ เมตร พระเบญจา ๒ ชั้นสูง ๓.๐๙ เมตร วางบนชุกชี ฐานปราสาทสูง ๗๐ เซนต์ ปราสาทจตุรมุขยอดมณฑป อยู่เหนือพระเบญจา ประดิษฐานพระประธานไว้กลางปราสาท พระสาวกไว้มุขเหนือและใต้ กลางชุกชีก่อฐานปูนสูงขึ้นมาจนถึงพื้นปราสาท เพื่อทานน้ำหนักพระพุทธรูปและพระสาวก เมื่อบวกส่วนสูงของชุกชีพระเบญจาและฐานปราสาทรวมกันแล้ว ก็จะทราบได้ว่า พระประธานและพระสาวกนั้น ประดิษฐานอยู่บนระยะสูงจากพื้นภายในพระอุโบสถ ๔.๙๗ เมตรา พื้นเพดานในทาชาดประดับลายกนกทวยเทพซึ่งมีรูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์แทรก ล้อมรูปจำลองตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ๕ ตระกูลลำดับเป็นแถว (ตั้งต้นจากตะวันตกมาตะวันออก) คือที่ ๑ รูปตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตน์ราชวราภรณ์ ที่ ๒ รูป ตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่ง ช้างเผือก ที่ ๓ รูปตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้า ที่ ๔ รูปตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฏสยาม ที่ ๕ รูปตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์ (ตำนานตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้ง ๕ ตระกูลนั้น มีข้อความบรรยายละเอียดดีที่สุดในหนังสือตำนานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สยาม ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง) ที่เพดานนอกโดยรอบเขียนลายฉลุทอง ส่วนสูงจากสุดผนังถึงบนอกไก่ ๑๓.๖๐ เมตรเครื่องบนใช้ไม้สักหลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี ช่อฟ้าเป็นรูปหัวนาคและใบระกาทำด้วยปูนประดับกระเบื้องสี หน้าบันประดับด้วยรูปตราพระเกี้ยว ยอดมีพานรอง ๒ ชั้น ประดับดอกรำเพยตั้งเครื่องสูงคู่เคียงมีเทพบุตรประคองพานทั้งสองข้าง พื้นรายช่อดอกรำเพยเนื่องกันไป รูปเหล่านี้ทำด้วยปูนเพชรประดับกระเบื้องสี นับว่าการสร้างสำเร็จเรียบร้อยในปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ ซึ่งเป็นปีที่ ๓ ของยุคนี้ แต่เป็นปีที่ ๒๓ ของอายุวัด เพราะฉะนั้น รวมเวลาที่ก่อสร้างมา จึงไม่น้อยกว่า ๒๕ ปี ในส่วนที่ท่านผู้อื่นก่อสร้างเป็นการโดยเสร็จพระราชกุศลก็มี วัดซ่อมแซมและสร้างใหม่อีกก็มี ทำกันเป็นลำดับมา เฉพาะการซ่อมแซมหรือก่อสร้าง ตลอดจนการแต่งสถานที่ ทำความสะอาดอันเป็นงานของวัด ท่านให้พระฐานานุกรมบ้าง พระเปรียญบ้าง ช่วยกันดูแลกำกับการตามสมควรพระครูสังฆกิจโกศล (พาหิโย หลุย) ทำหน้าที่นี้มา ๒๐ ปีเศษ เพิ่งลาพักเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านจึงให้พระครูวรวงศ์ (ปญฺญวฑฺฒโน จรูญ ธีรทิป) ฐานานุกรมของท่าน รับหน้าที่อำนวยการสร้างและซ่อมแซมต่อมา การที่ทำนั้นมีหลายอย่ารง จะแยกกล่าวตามชนิดวัตถุ โดยไม่ถือเอาเวลาที่ทำก่อนหลังเป็นประมาณ ดังต่อไปนี้ อาสน์สงฆ์ในพระอุโบสถ แต่ก่อนมีใช้เฉพาะในคราวพระกฐิน ซึ่งเจ้าพนักงานมาทำให้ครั้นเสร็จงานแล้วก็รื้อออก ในเวลาปกติจึงไม่มี ท่านให้ทำด้วยไม้สัก ขุดลายเบาเป็นลายฝรั่งปิดทองประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ต่อมาตัดให้เป็นท่องเล็กยกง่าย เปลี่ยนเป็นลายไทยประมาณ ๓๐๐ บาทและมีทายกทายิกาศรัทธาบริจาคทรัพย์ซื้อพรหมม้วนสีดำปูลาดประมาณ ๒๐๐ บาท ต่อมาเก่าคร่ำคร่าเจ้าจอมมารดาเลื่อนในรัชกาลที่ ๕ ซึ้อพรมลวดสีแดง รวมราคา ๖๐๐ บาทเศษ ปูลาด ต่อมาในการพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปริยชาต ที่สุสานหลวงวัดนี้สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า กับสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงบริจาคพรมผืนใหญ่สีแดง ราคา ๑,๐๐๐ บาทเศษ ประทานปูลาดอาสน์สงฆ์นั้นมาจนบัดนี้ หลังคาพระอุโบสถชำรุดรั่ว จึงปรับมุงใหม่ มุงเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๖๐ สิ้นเงิน ๔,๐๘๐.๘๐ บาท ลายผนังในพระอุโบสถบางตอนลบเลือน เพราะในเวลาฝนตกมีน้ำซึมลงมากำซาบสี ซึ่งเนื่องจากหลังคาชำรุดแต่ก่อนนั้น ให้ช่างเขียนซ่อมจนเรียบร้อยดี จ่ายค่าแรง ๒๑๘.๖๐ บาท ทำเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๖๒ รุ่งขึ้น พ.ศ. ๒๔๖๓ ซ่อมรูปจำลองตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เพดานในพระอุโบสถด้วยทุน ๒๐๐ บาทเศษ ลายรดน้ำที่บานประตูหลังทั้งสองประตูถูกกรำแดดหมองคล้ำลบเลือนไปมาก จึงให้ช่างทำใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ด้วยทุนของวัด ๓๐๐ บาทถ้วน พ.ศ. ๒๔๗๕ ซ่อมพื้นพระอุโบสถภายนอกผนัง เพราะชำรุดหลายแห่ง รื้อศิลาออกทั้งหมด ทำพื้นให้เสมอกันแล้วเทคอนกรีตทับพื้นนั้น และปูศิลาบนพื้นคอนกรีตอีกชั้นหนึ่ง ศิลาปูบันไดทั้ง ๓ ซึ่งเป็นชนิดฟันม้าก็รื้อออก ปูด้วยศิลาอ่อนจีนต่อไป รวมค่าใช้จ่ายในการนี้ เป็นเงิน ๓,๔๐๖.๒๓ บาท ฐานพระปรางค์เท่าที่มีอยู่คงเดิม ไม่ได้ก่อเสริมอะไรขึ้นอีก และการก็หยุดอยู่เพียงนั้นเห็นว่าทิ้งไว้เช่นนั้น รกรุงรัง นับวันแต่จะผุพังเสียเปล่า จึงขอพระอนุญาตสมเด็จพระสังฆราชเจ้ารื้อออก เพื่อนำอิฐไปใช้ในการสร้างหรือซ่อมอย่างอื่น ๆ ต่อไป เริ่มรื้อแต่ พ.ศ. ๒๔๖๔ ประตูกลางกำแพงรั้วหน้าวัด รื้อออกและเชื่อมกำแพงให้ต่อกันเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ เพราะจะสร้างตึกเยาวมาลย์อุทิศในตอนใต้ ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามกับตึกแม้นนฤมิตร ต้องการจะทำพื้นที่ระหว่างนั้นเป็นสนามหญ้า เมื่อรื้อประตูและเชื่อมกำแพงแล้ว จึงรื้อถนนกลาง ให้หญ้าขึ้นเป็นแปลงเดียวกัน คงไว้แต่ถนนริมสองข้าง แก้ถนนเดิมซึ่งทำโค้งให้เป็นถนนตรง อนึ่ง ประตูซุ้มชำรุดปูนร้าวหลายแห่ง และกระเบื้องประดับร่วงลงมา ได้ซ่อมแซมให้เรียบร้อยบางส่วนใน พ.ศ. ๒๔๕๙ ด้วยทุนของวัด ๒๔๔ บาท ในบริเวณคณะกลางจะเริ่มสร้างกุฎีสมเด็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ ต้องรื้อกำแพงแนวหลังออกตอนหนึ่ง คือตั้งแต่ที่ต่อกำแพงคั่นคณะเหนือจนถึงมุมเลี้ยวคณะกลางและประตูเก่าประจำตอนนั้นก็รื้อออกด้วย คือตั้งแต่ที่ต่อกำแพงคั่นคณะเหนือจนถึงมุมเลี้ยวคณะกลางและประตูเก่าประจำตอนนั้นก็รื้อออกด้วย ทำขึ้นใหม่ แต่เป็นกำแพงรั้วเหล็ก มีประตูรั้วเหล็กตรงที่เดิม นับว่าเหมาะสำหรับอากาศเดินได้สะดวกดีกว่ากำแพงทึบ การเปลี่ยนแปลงในที่นี้ ทำด้วยเงินบริจาคอันรวมอยู่ในทุนสร้างกุฎีสมเด็จ ซึ่งจะกล่าวถึงในตอนว่าด้วยการสร้างกุฎีนั้นต่อไป พ.ศ. ๒๔๗๒ รื้อกำแพงแนวหลังเฉพาะตอนที่เคียงกับถนนไปวัจจกุฎีในคณะเหนือ เพื่อต้องการสร้างกุฎีใหม่ และก่อกำแพงต่อตรงข้ามประตูยื่นออกไปจดสะพานข้ามคู เพื่อปิดทางริมคูนั้นเสียสิ้นเงิน ๒๒๑ บาท เป็นทุนของวัด กุฎีคณะใต้ ๒ ห้อง ๒ หลัง ๓ ห้อง ๑ หลัง รวม ๗ ห้อง แถวริมถนนหลวงผนังตึกร้าวและทรุดเอียงตลอดแนว เพราะเหตุเจ้าพนักงานสุขาภิบาลขุดร่องน้ำถนนติดรากตึก ต้องใช้เหล็กพพืดกว้าง ๓ นิ้วฟุต หนา ๓ หุน รัดโอบรอบฝังในปูนทั้งข้างนอกและข้างใน เหนือเช็ดหน้า หน้าต่างชั้นบนแล้ว ขันนอตยึดในระหว่างเหล็กพืดทั้งสองข้าง ขุดดินใต้ผนังตึกลึกราว ๓ ศอก ผูกเหล็กหล่อคอนกรีตยื่นจากริมผนังตึก ๑๒ นิ้ว เป็นฐานรองรับตึก คิดราคาสิ่งของและค่าแรงหมดราว ๒,๕๐๐ บาท ด้วยทุนของวัด ถนนซอยสนานทั้งในบริเวณพระอุโบสถ และบริเวณคณะกลาง รื้อออกเสียบ้าง เพราะต้องการขยายลานสนามหญ้า และเลิกปลูกไม้สีต่าง ๆ อย่างแต่ก่อนนั้นแล้ว เพื่อผ่อนภาระในการบำรุงรักษาให้เบาลง ทำท่อน้ำใหญ่ใต้สนามหญ้า ๔๐๐ บาท ฤดูแล้งสนามหญ้าและไม้พุ่มในวัด ต้องใช้คนงานตักน้ำในสระรด บางต้นน้ำไม่พอก็เหี่ยวแห้งตาย ต้องปลูกซ่อม ผู้อำนวยการพระอารามจึงจัดซื้อสูบโยก ๑ เครื่อง ๒๒๐ บาท ต่อท่อสังกะสีไปตามที่ต้องการ ๒๐๐ บาทเศษ ตั้งถังเหล็กพักน้ำและสูบไว้ในคณะกลาง ย่นทางคนงานรดน้ำได้เร็วขึ้น และใช้การบางคราว เช่นทำถนนคอนกรีตในบริเวณพระอุโบสถและคณะกลาง ก็ได้อาศัยสูบนี้ พ.ศ. ๒๔๗๑ จะเริ่มสร้างกุฎีสมเด็จในบริเวณถังเหล็กนี้ จึงต้องรื้อถอนเสีย ในปีนี้ดีดกำแพงคณะกลางด้านเหนือ ๑๕๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๓ พระครูวรวงศ์ผู้ดูการพระอารามยุคปัจจุบัน ต่อรถบรรทุกน้ำทำด้วยสังกะสีบรรจุน้ำได้ประมาณ ๖๐ ปีบ ราว ๓๐ บาท ใช้บรรทุกน้ำไปจ่ายตามสนามหญ้าและรดต้นไม้ พ.ศ. ๒๔๗๔ ใช้ต่อท่อไปตามบริเวณสนามหญ้า ราว ๖๐๐ บาท ซื้อสูบโยก ๑ เครื่อง ราว ๒๘ บาท ตั้งถังและสูบที่มุมสระคณะกลางด้านใต้ ได้ผลน้อย จึงเอาเครื่องยนต์ยี่ห้อบูอิ๊ดที่นายเป๋าถวายไว้เป็นส่วนตัว และต่อท่อเพิ่มเติมไปตามสนาม ๑๖๐ บาท และซื้อสูบน้ำหอยโข่ง ๑ เครื่อง ๑๖๐ บาท ใช้สูบน้ำสระขึ้นบนถังพัก ปล่อยไปใช้ในสนามหญ้า ก็ได้ผลยังไม่สู้ดี จึงต่อท่อเข้ากับสูบเดินเครื่องส่งน้ำไปยังสนามหญ้า ได้ผลดีขึ้น ทำให้สนามหญ้าสดชื่นอยู่ตลอดปีแต่ยังเปลืองมาก จึงซื้อเครื่องใช้น้ำมันขี้โล้ ยี่ห้อเชฟเฟิล ๔๘๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๖ นายสิริ สุขวราห์ นำเครื่องสูบน้ำหอยโข่งขนาด ๕ นิ้ว พร้อมทั้งเครื่องที่เป็นแรงงาน ๒,๕๐๐ บาทเศษ เพื่อใช้ในการรดสนามวัดนี้ และขอแลกเครื่องเชพเฟิลไปเครื่องเดียว เมื่อได้เครื่องขนาดใหญ่นี้มา จึงฝังท่อซีเมนต์ขนาด ๖ นิ้ว ๔๙ บาท มีช่องน้ำโผล่ขึ้นตามสนาม เดินเครื่องสูบน้ำขึ้นท่วมตามสนาม ได้ผลดีกว่าที่แล้ว ๆ มา ทำให้พื้นดินชุ่มน้ำอยู่ได้นาน อากาศเย็นดี หญ้าและต้นไม้สดชื่นอยู่ตลอดปี ส่วนถนนในบริเวณคณะกลางปูทับด้วยกระเบื้องซีเมนต์ทุกสาย ด้วยทุนบริจาคของคุณหญิงพริ้ง ธรรมจรรยานุกูล ราคา ๘๐๐ บาท.เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ พระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิริยะศิริ) และคุณหญิงมหาอำมาตยาธิบดี (ทองอยู่ วิริยะศิริ) ได้บริจาคทรัพย์ให้ซ่อมถนน ๕ สาย ราคา ๘๐๐ บาท ดังมีปรากฎในคำถวายกุฎีหลังที่สร้างไว้หน้าตึกนิภานภดลในคณะใต้รวมในคราวเดียวกับที่สร้างกุฏีนั้น พ.ศ. ๒๔๕๗ รื้อถนนสายกลางคณะเหนือออกแล้วทำใหม่เป็นถนนคอนกรีต มีรางน้ำสองข้าง ราคา ๑,๖๐๐ บาท สร้างด้วยทุนของวัด พ.ศ. ๒๔๕๙ หลวงดำรงธรรมสาร (มี ธรรมาชีวะ) เจ้าของโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ตำบลสี่กั๊กเสาชิงช้า บริจาคทรัพย์ ๗๔๐.๘๐ บาท ให้ซ่อมทางตั้งแต่เชิงสะพาน ข้ามคูตรงประตูคณะเหนือไปจดถนนพลับพลาชัยเป็นถนนโรยศิลา และกรมสุขาภิบาลให้รถปราบพื้นมาช่วยทำให้เรียบร้อยอีกด้วย รุ่งขึ้น พ.ศ.๒๔๖๐ จึงทำถนนในบริเวณพระอุโบสถทุกสาย ตลอดจนถนนที่ออกจากบริเวณไปถึงประตูซุ้มเป็นถนนคอนกรีตทั่วไป ด้วยทุนของทายกทายิกา รวมกับของวัด เป็นเงิน ๖๐๙๕.๔๒ บาท นายู่คิม ทำสายหนึ่ง ๕๒๙.๘๐ บาท ตามราคานี้ ว่าเฉพาะค่าสิ่งของและเครื่องใช้ ไม่เกี่ยวกับค่าแรงเพราะภิกษุสามเณรทั้งวัดช่วยกันทำเองจนสำเร็จ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๔ รื้อถนนเก่าในคณะกลางทั้งหมดกับทั้งถนนจากคณะกลางไปคณะใต้อีกสายหนึ่ง ถนนนอกกำแพงจากคณะกลางไปคณะเหนือสายหนึ่ง และถนนไปวัจจกุฎีในคณะเหนืออีกสายหนึ่ง ถนนนอกกำแพงจากคณะกลางไปคณะเหนือสายหนึ่ง และถนนไปวัจจกุฎีในคณะเหนืออีกสายหนึ่ง ถนนนอกกำแพงจากคณะกลางไปคณะเหนือสายหนึ่ง และถนนไปวัจจกุฎีในคณะเหนืออีกสายหนึ่ง ทำเป็นถนนคอนกรีต พระเณรทั้งวัดช่วยทำขึ้นใหม่ เป็นถนนคอนกรีต ด้วยทุนบริจาคของตระกูลสุขบท จำนวน ๑,๐๐๐ บาท และของวัดอีก ๒๖๕ บาท ต่อมาสร้างถนนซอยผ่านหน้ากุฏีที่สร้างขึ้นใหม่ในคณะเหนือทางหมู่ตะวันตกสายหนึ่ง ทางหมู่ตะวันออก ๓ สาย รวม ๑๙๖ บาท ด้วยทุนของวัด การทำถนนคอนกรีตยาว ๆ ถ้ามียางหล่อคั่นทุก ๆ ระยะ ๖ เมตร น่าจะช่วยมิให้ร้าวรานง่าย เพราะเคยเห็นถนนคอนกรีตสายยาวมักจะมีร้าวรานอยู่บ้าง เมื่อมียางคั่นกันเป็นตอน ๆ อาจจะทำให้มั่นคงขึ้นได้ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ รื้อถนนสายหลังวัด ที่ตั้งต้นจากเชิงสะพานไปจดถนนพลับพลาชัย ของเดิมเป็นถนนโรยกรวดศิลา ทำใหม่ เป็นถนนคอนกรีต สิ้นเงิน ๒,๖๐๐ บาท เป็นเงินของวัด และทายกทายิกามีศรัทธาทำบุญด้วยบ้าง สะพานข้ามคูหลังวัด ของเดิมทำด้วยไม้ ชำรุดลงแล้วจึงทำขึ้นใหม่ ฐานเชิงก่ออิฐถือปูนพื้นไม้ มีพนักเหล็กทั้งสองข้าง และสร้างทำนบคอนกรีตใต้สะพานนั้น สอดบานไม้เปิดปิดไว้สำหรับไขหรือกักน้ำได้ตามประสงค์ สิ้นเงินค่าจ้าง ๑,๓๕๐ บาท เป็นทุนของวัด สำเร็จเรียบร้อยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ครั้นต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๓ ได้หล่อบานทองเหลืองใช้แทนบานไม้เก่านั้น สิ้นเงิน ๒๐๐ บาท เป็นทุนบริจาคของตระกูลจินตยานนท์ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ รื้อสะพานไม้ออกแล้ว ทำเป็นสะพานคอนกรีต และถนนจากเชิงสะพานข้ามคูนี้ไปคณะกลาง ก็รื้อทำใหม่พร้อมกัน เป็นเงิน ๓๐๐ บาทเศษ เขื่อนคูและสระแต่เดิมไม่มี เป็นเหตุให้ตลิ่งลาดและลำคูก็ตื้นเขิน จึงทำขึ้นเป็นเขื่อนไม้ตั้งแต่สะพานทำนบคูตอนหลังคณะเหนือไปจนถึงคณะใต้ เฉพาะฝั่งในทำเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๕๗ ส่วนคูตอนหลัง ตึกแม้นนฤมิตร กระทรวงธรรมการได้บริจาคทุนให้ทำเป็นเขื่อนคอนกรีตสิ้นเงินประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท เสร็จใน พ.ศ. ๒๔๖๓ ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๗๓ รื้อเขื่อนไม้ที่คูตอนหลังวัดออก ทำขึ้นใหม่ เป็นเขื่อนคอนกรีตทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่มุมคูตะวันตกเฉียงเหนือไปจนสุดเขตในทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทำเขื่อนคอนกรีตแต่สะพานหลังวัดออกไปจนสุดปากคูวัดด้านเหนือ สิ้นเงิน ๗,๐๐๐ บาท เป็นทุนของวัด ถึงน้ำบาดาลคณะเหนือนั้น สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ด้วยทุนบริจาคของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณาวดี เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทเศษ เมื่อช่างทำเสร็จแล้วพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์เสียก่อนทรงฉลองสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ทรงทำการฉลองแทน และมีพระดำรัสมอบถวายเป็นวัตถุของวัดไว้ดังนี้ ขอพระสงฆ์จงทราบคำที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไปนี้ ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณาวดี ทรงบริจาคทรัพย์ให้เจาะบ่อน้ำ ซึ่งได้น้ำอันบริสุทธิ์จากใต้ดิน พร้อมทั้งเครื่องอุปกรณ์มีเครื่องจักรสำหรับสูบน้ำ ท่อน้ำและถังเหล็กใหญ่สำหรับขังน้ำเป็นต้น แล้วเสร็จแต่เวลายังดำรงพระชนม์อยู่ ทั้งทรงเริ่มจะกระทำการฉลองบ่อนี้ไว้ แต่หาสมพระประสงค์ไม่ เผอิญสิ้นพระชนม์ไปเสียในเร็ววัน ข้าพเจ้ามาระลึกถึงเหตุนี้ จึงมาจัดการฉลองบ่อนี้ให้สมตามพระประสงค์ และขอถวายบ่อน้ำและเครื่องอุปกรณ์เหล่านี้ไว้เป็นของสำหรับพระอารามนี้ เพื่อพระภิกษุสามเณร ตลอดถึงนักเรียนและศิษย์ซึ่งอยู่ในวัดนี้ หรือจาตุทิศสงฆ์ซึ่งจะมาแต่ทิศทั้ง ๕ ได้บริโภคโดยผาสุก อนึ่ง ปัจจัยลาภใดจะเกิดขึ้นเพราะบ่อน้ำนี้ ปัจจัยลาภนั้นจงสำเร็จประโยชน์แด่สงฆ์ในพระอารามนี้สืบไป ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับบ่อน้ำนี้เป็นสังฆิกบริโภค เพื่อสำเร็จประโยชน์และความสุขแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณาวดี และข้าพเจ้าทั้งปวงสิ้นกาลนาน เทอญ. (ลงพระนาม) ยุคลทิฆัมพร อนึ่ง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระภานุพันธุวงศ์วรเดช ได้เสด็จมาทอดพระเนตรเห็นการที่ทำนี้ มีพระหฤทัยยินดีต่อพระกุศลอุทกทานนี้ จึงทรงพระศรัทธาบริจาคทรัพย์ให้สร้างบัวสำหรับอาบน้ำไว้ในทีอาบ เพื่อพระภิกษุสามเณรในพระอารามนี้ และที่จะมาแต่ทิศทั้ง ๔ ได้ใช้อาบเป็นผาสุกต่อไปสิ้นกาลนาน เมื่อวัดมีน้ำบาดาลใช้สะดวกดีแล้ว จึงเลิกใช้น้ำสระในวัดซึ่งมีอยู่แต่ก่อน และต่อมาก็ถมสระทั้งสองนั้นเสีย เพื่อต้องการพื้นที่ทำกุฎีต่อไป เครื่องยนต์กับสูบน้ำของวัดใช้ตลอดมาถึง พ.ศ.๒๔๕๙ สูบสึกหรอไปมากใช้การไม่สะดวกจ่ายเดือนหนึ่งราว ๖๐ บาท กับทั้งจ้างคนเฝ้าเครื่องด้วย จึงขายเครื่องเก่าไป ราคา ๖๖๐ บาท ท่อและถัง ๒๕๐ บาท ซื้อสูบใหม่ ใช้เครื่องไดนาโนไฟฟ้า ๘๓๔.๘๒ บาท มอบการสูบน้ำแก่พระมหาพึ่งเป็นผู้ดูแลแต่นั้นมา ถึง พ.ศ.๒๔๗๐ เครื่องสูบชำรุดและสึกหรอไม่สะดวก จึงซื้อเครื่องสูบอีกเครื่องหนึ่ง กลางเก่ากลางใหม่และไดนาโมใหม่ ๕๔๐ บาท คงใช้ไดนาโมไฟฟ้าเป็นแรงงานตลอดมา พ.ศ. ๒๔๗๔ การใช้ฟันเฟืองสูบเนื่องกับไดนาโมนั้น เสียงดังน่ารำคาญแก่ผู้อาศัยอยู่ใกล้เคียง จึงเปลี่ยนเป็นสายพาน พ.ศ. ๒๔๗๕ สูบที่มีอยู่นี้บางคราวก็ขัดข้อง ต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ น้ำขึ้นไม่สะดวกจึงซื้อเครื่องสูบใหม่ เครื่องหอยโข่งจากห้างบาโรเบราว์ ๒๕๐ บาท ใช้สูบต่อมา ส่วนสูบเก่าก็คงเอาไว้ เพื่อช่วยในคราวขัดข้อง ในปัจจุบันนี้ให้พระแฉล้มเป็นผู้ดูแล ท่อน้ำบาดาลที่มีมาแต่เดิมและต่อเพิ่มใหม่ ในคราวต่อ ๆ มายักย้ายไปบ้าง ต่อแยกเพิ่มอีกบ้าง รื้อถอนเสียบ้าง เพื่อให้สะดวกเหมาะแก่สถานที่ ต้องจ่ายเงินวัดบ้าง ผู้มีศรัทธาบริจาคบ้างตามที่จำได้ พ.ศ. ๒๔๖๘ คณะศิษย์ของพระครูปลัด ขออนุญาตต่อท่อ ตั้งถังพักน้ำ สร้างห้องน้ำถวายไว้ที่ข้างกุฎีท่าน ๔๐ บาทเศษ พ.ศ. ๒๔๗๓ นางลิ้นจี่ ชยากร มีศรัทธาต่อท่อน้ำบาดาลไปห้องน้ำที่สร้างขึ้นริมสระคณะเหนือ ๓๐๐ บาทเศษ พ.ศ. ๒๔๗๔ ย้ายท่อน้ำคณะกลางไปไว้ด้านหลังกุฎีทั้งสองแถว และแยกต่อเพิ่มใหม่ที่หน้ากุฎีระหว่างคณะเหนือกับคณะใต้ ราว ๒๐๐ บาทเศษ พ.ศ. ๒๔๗๐ ก๊อกน้ำที่คณะใต้น้อยไม่พอใช้ ต่อเพิ่มขึ้นอีก ๑๒๕ บาท ๓๒ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๖๙ แยกน้ำประปาไปใช้ที่กุฎีของท่านผู้ดูการวัดที่คณะเหนือ ๒๐๐ บาท รวมทั้งห้องน้ำด้วย พ.ศ. ๒๔๗๒ มีผู้ศรัทธาสร้างชักโครกที่คณะกลางและคณะใต้รวมกับทุนของวัดใช้น้ำประปาที่ชักโครกทั้งสองนี้ อนึ่ง น้ำบาดาลต้มชงชาสำหรับอุบาสกอุบาสิกาในพระอุโบสถ ทำให้สีรสและกลิ่นของชาแปรไป จึงใช้น้ำประปาอีกแห่งหนึ่ง พ.ศ. ๒๔๗๓ สร้างห้องน้ำสำหรับพระอุโบสถ สิ้นเงินประมาณ ๒๐ บาทเศษ พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านผู้หนึ่งให้ค่าน้ำประปา เพื่อภิกษุสามเณร คณะละแห่ง ออกค่าใช้จ่ายให้คราวแรกเป็นเงิน ๔๐๐ บาท ต่อมามีผู้ศรัทธาสร้างส้วมสำหรับอุบาสิกา ข้างศาลาริมกำแพงด้านเหนือ ๑ ห้อง ๔๐ บาท และคุณหญิงวรวิทยพิศาล บริจาคทรัพย์ รวม ๓๐ บาท ให้ต่อน้ำประปาไปที่ส้วมนี้ และได้สร้างส้วมขึ้นอีกที่ศาลาริมกำแพงด้านใต้ ๔๐ บาท ด้วยทุนของตระกูลสุขบท พ.ศ. ๒๔๗๗ ม.จ. พระเพลารถ สร้างห้องน้ำขึ้นที่กุฎีแถวคณะกลางด้านเหนือ ห้องสุดด้านตะวันออก ๑๐๐ บาท วัดต่อท่อน้ำประปาไปที่ห้องน้ำนี้ ๖๒ บาท ๗๕ สตางค์ ส่วนน้ำประปาในที่อื่น ผู้อาศัยให้ตั้งหม้อเมตเตอร์เอง จึงไม่ได้กล่าว พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรีปรารภการกุศล เพื่ออุทิศกัลปนาผลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เห็นว่าพัดลมไฟฟ้าในพระอุโบสถมีเพียง ๒ เท่านั้น เย็นไม่ทั่วถึงกัน จึงขอให้พระครูวรวงศ์แก้ดัดแปลงพัดที่ซื้อมาใหม่อีก ๘ พัด ราคา ๗๓๖ บาท มีคำจารึกติดที่หน้าพัดทั้งหมดว่า อุทิศถวายรัชกาลที่ ๖ ในปีนั้นท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี กับสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงบริจาคทรัพย์ ขอให้พระครูวรวงศ์ประกอบเครื่องขยายเสียงเครื่องหนึ่งใช้ในการแสดงพระธรรมเทศนาในพระอุโบสถ ราคา ๖๐๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับพระราชทานเครื่องวิทยุขยายเสียง ยี่ห้อเทลเลฟุงเกล มีไมโครโฟนแลไดนามิคพร้อม สำหรับคนจำนวนมากฟัง ราคาราว ๘๐๐ บาท ต่อมาซ่อมแซมแก้ไขเครื่องเก่าบ้าง เปลี่ยนเครื่องประกอบบางอย่างบ้าง ซื้อเพิ่มใหม่บ้าง เพื่อให้เรียบร้อยและดีขึ้นจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๗ (เว้นเงินจำนวน ๑๐๐ บาท ที่นายนิ่มจือ นิ่มมานุช เจ้าของร้างนิ่งฮงจั๋วหัวเม็ด ซื้อไมโครโฟนถวาย ๑ เครื่อง พ.ศ.๒๔๗๕) เป็นเงิน ๖๔๐ บาท ๗ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๗๑ เปลี่ยนแปลงไฟฟ้าบริเวณวัดกับภายในพระอุโบสถ รื้อสายเก่าที่ชำรุดออกบ้างติดต่อใหม่เพิ่มบ้าง เปลี่ยนแปลงของเก่าบ้าง ราว ๑,๐๐๐ บาท ระฆังที่พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าพิศมัยพิมลสัตย์ ทรงพระศรัทธาสร้างไว้นั้น แขวนบนถังน้ำบาดาล ใช้เชือกโยงฉุดค้อนตี ผู้ตีเหน็ดเหนื่อยมาก ถึงคราวเชือกขาดหรือผู้จัดการทำให้ไม่ทัน ต้องไต่บันไดขึ้นไปตีบ่อย ๆ ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ จึงประกอบเครื่องตีระฆังขึ้น ใช้ท่อ ๒ นิ้วต่อขึ้นไปถึงตัวระฆัง มีลูกปืนคุมท่อให้เบาคล่อง ใช้หมุนเครื่องลูกเบี้ยวข้างล่าง สะดวกแก่ผู้ตีขึ้นอีกมาก สร้างเสร็จ ๑๒๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๕ ระฆังฝรั่งเถา ๑๖ ใบ หม่อมเจ้าในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๔ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ ทรงสร้าง สั่งมาจากกรุงลอนดอน เพื่อสร้างหอระฆังเป็นอนุสรณีย์แห่งพระชนก แต่ยังไม่ได้สร้าง เก็บไว้ ยังตีไม่ได้ เพราะจะต้องจ้างช่างมาจากยุโรป เป็นการขัดข้องมาก ผู้อำนวยการพระอารามจึงคิดทำเครื่องตีระฆังขึ้นชุดหนึ่ง โดยความเห็นชอบของท่านเจ้าอาวาสมีปุ่มกดคล้ายกดเครื่องพิมพ์ดีด มีเลขบอกตามลำดับระฆัง และตามเสียงที่ต้องการ ปรากฎว่าได้ผลเกินคาด รวมหมดราว ๕๐๐ บาท และจักใช้เครื่องนี้ตีระฆังในคราวสร้างหอถาวรต่อไป พ.ศ. ๒๔๕๔ ท้าววนิดาวิจารินี (เพิ่ม) ทำฐานรองธรรมาสน์หลวงแกะลายปิดทองประดับกระจกสี ๒๔๐ บาท วัดทำเขียงรองอีกชั้นหนึ่ง ทาสีแดงเป็นการทดลอง ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงทำเขียงไม้สักพ่นสีแดง ๕๗ บาท ๔๓ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๕๗ พระอมราภิรักขิต (อยู่ อุดมศิลป์) ให้ช่างทำซุ้มบันได และกันสาดเชื่อมซุ้มประดับกระจกสี หล่อเสาคอนกรีตรับ รวม ๓ ซุ้ม ๑,๑๘๐ บาท พ.ศ. ๒๔๖๕ หลวงปิยะ ฯ อุปสมบทอยู่กุฎีคณะเหนือ สร้างซุ้มบันไดอย่างนั้นอีกซุ้มหนึ่ง ราว ๓๐๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๒ ศิษย์และคนอาศัยมากขึ้น ส้วมสำหรับศิษย์มีที่คณะเหนือแห่งเดียวไม่พอและไม่สะดวก จึงเปลี่ยนส้วมตั้งถังเทโครก ทำไว้คณะละหลัง รวม ๔๓๙ บาท ๒๒ สตางค์ อนึ่ง วัดให้ทำเก้าอี้สนามหญ้าโครงเหล็กพื้นไม้สักลูกระนาด ปีละ ๒ ตัวบ้าง ๓ ตัวบ้าง รวมเป็นเก้าอี้ ๒๒ ตัว ๘๘๐ บาท เป็นส่วนของคณะศิษย์บริจาครวมกับของวัด พ.ศ. ๒๔๗๓ โกดังสำหรับเก็บสิ่งของของวัดไม่มี จึงสร้างขึ้นหลังหนึ่งที่ข้างถังน้ำคณะเหนือกว้าง ๖ เมตร ยาว ๙ เมตร ๒ ชั้น ชั้นล่างลาดซีเมนต์ ชั้นบนพื้นไม้สัก ฝาและหลังคาสังกะสี ใช้สิ่งของที่วัดมีอยู่ซื้อแต่สิ่งที่ขาด ใช้แรงคนงานประจำวัด ๓๕๓ บาท ๗๖ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๗๔ ทำประตูเหล็กยืดที่กุฎีใหญ่คณะกลางด้านตะวันออก ๑ ประตู เป็นส่วนของท่านเจ้าอาวาส ๘๐ บาท กุฎีแถวคณะกลางรวม ๑๐ ห้อง อากาศอบอ้าวในคราวปิดประตูไว้หน้าร้อน จึงทำประตูลูกกรงเหล็กขึ้นอีกชั้นหนึ่งให้เย็น ๘๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๔ พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) บริจาคทรัพย์ ๑,๐๐๐ บาทเศษ ซ่อมแซมทาสี ทำกันสาด ลาดซีเมนต์หน้ากุฎีสองแถวคณะกลาง พ.ศ. ๒๔๗๕ กุฏีแถวคณะเหนือคณะใต้ชำรุดทรุดโทรม บางแถวชั้นล่างหน้าต่างเล็กมากให้เจาะกำแพงขยายหน้าต่างและทำลูกกรงเหล็กใส่บ้าง ทำกันสาดที่ยังไม่มีให้มีขึ้นบ้าง เปลี่ยนจันทันและลอดกุฎีบ้าง ปูกระเบื้องที่พื้นและโบกซีเมนต์ที่ผนังบ้าง ซ่อมหลังคาบ้าง ต่อเนื่องกันมาถึง พ.ศ. ๒๔๗๗ รวม ๑,๙๖๓ บาท ๓๒ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๗๕ ประตูซุ้มกลางหน้าวัดทรุดโทรมมาก และหน้าบันจตุรมุขเดิมประดับกระเบื้องเป็นรูปพาน ๒ ชั้น บรรจุดอกรำเพย หลุดพังลงมา ซ่อมใหม่ เปลี่ยนเป็นประดับกระเบื้องสี รวม ๑,๒๙๖ บาท ๗๘ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๗๖ ให้หล่อหินลายขัดมันทับบนกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ ด้วยทุนของนวกภิกษุ พ.ศ. นั้น และวัดเพิ่มเติมบ้าง ๒๑๐ บาท ๗๐ สตางค์ ในปีนั้นพื้นคอนกรีตทั้ง ๓ คณะ ๔๐๒ บาท พ.ศ. ๒๔๗๗ ศาลาริมประตูคณะเหนือทรุดโทรมมาก บูรณะขึ้นครั้งนี้เหมือนสร้างใหม่ต้องเปลี่ยนตัวไม้และกะเทาะปูนเสาทั้งหมด หล่อคานรับชายคาถือปูน ปูพื้นด้วยกระเบื้องซีเมนต์สีแต่ทรวดทรงรักษาไว้คงเดิม ๖๓๘ บาท ๓๕ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๗๗ ขั้นบันไดฐานพระศรีมหาโพธิ เป็นบันไดอิฐถือปูน ให้ช่างหล่อศิลาลายขัดมัน พร้อมทั้งบังขั้นตามรูปเดิม ๒๕๕ บาท อนึ่ง ในปีนี้ นางถนอม แสงขำเจริญ สร้างกุฎีขึ้นหลังหนึ่ง ตามความคิดและแบบแปลนของพระครูวรวงศ์ในทิศหรดีของคณะกลางตรงมุมสระ เป็นตึก ๒ ชั้น กว้าง ๘ เมตร ๓๐ เซ็นต์ ยาว ๘ เมตร ๕๐ เซ็นต์ ด้านกว้างยื่นลงน้ำ ๑ เมตร ๘๐ เซ็นต์ สูงจากพื้นดินถึงขื่อ ๑๑ เมตร ๑๐ เซ็นต์ มุงด้วยกระเบื้องสี สร้างเสร็จ ๒ เดือน ๑๓ วัน ๒๐๐ บาท เฉพาะแต่ตัวตึกไม่ได้คิดเครื่องตกแต่งอย่างอื่นด้วย พ.ศ. ๒๔๗๗ สร้างเก้าอี้จำลอง ๑ ชุด ๑๑๐ บาท ใน พ.ศ. นี้ ย้ายศาลาพระยาและคุณหญิงมหาอำมาตยาธิบดี ซึ่งอยู่ที่คณะใต้ไปไว้ที่มุมสระฝั่งสุสาน ๔๘ บาท ศาลาท่าฉนวน ๓ หลัง ที่หน้าวัดชำรุดลงโดยลำดับ เพราะวัดไม่ค่อยจะมีกิจขึ้นลงที่นั่นโดยปกติ และการพระราชทานพระกฐินก็เสด็จพระราชทานดำเนินทางสถลมารค จึงงดการปฏิสังขรณ์เสีย บัดนี้ไม่มีแล้ว ที่หลังพระอุโบสถสร้างศาลาโถงหลังหนึ่ง เป็นคู่กับศาลาโถงหน้าพระอุโบสถ ด้วยทุน ๕ เจ้าฟ้า ราคา ๔,๐๐๐ บาท เมื่อปลายปีกุน พ.ศ. ๒๔๕๔ จีนซุ่ยตี๋เป็นผู้รับเหมาทำการสร้าง พระครูใบฏีกาศิริเป็นผู้อำนวยการ อนึ่ง พระยามหาอำมาตยาธิบดีและคุณหญิงบริจาคสร้างศาลาท่าน้ำหลังวัดที่ตรงคณะเหนือหลังหนึ่ง ที่ตรงคณะใต้หลังหนึ่ง รวมราคา ๘๐๐ บาท ในคราวเดียวกับที่สร้างกุฎีหน้าตึกนิภานภดล ต่อมาคุณหญิงพริ้ง ธรรมจรรยานุกุลสร้างศาลาท่าน้ำคณะกลางอีกหลังหนึ่ง ที่ข้างหมู่กุฎีคณะเหนือ สำหรับเป็นที่พักและเป็นที่สนทนาธรรม ฟังธรรมและบำเพ็ญกุศลอย่างอื่น ทำเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาทเศษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ ซ่อมศาลานั้นครั้งหนึ่ง สิ้นเงิน ๒๔๓ บาทเศษ ด้วยทุนบริจาคของท่านเจ้าพระยาอภัยราชามหายุตติธรรมธร และในปีเดียวกันนี้ซ่อมศาลาข้างประตูซุ้มทั้งสองหลัง คือซ่อมเพดานพร้อมทั้งทาสี ด้วยทุนบริจาคของคุณหญิงมโหสถศรีพิพัฒน์ (แนบ) ปูพื้นด้วยกระเบื้องซีเมนต์ลาย ติดลูกกรงเหล็กรอบ สิ้นเงิน ๘๖๐ บาทเศษ ด้วยทุนบริจาคของตระกูลจินตยานนท์ ๗๕ บาท ของตระกูลสุขบท ๔๐ บาท ของหม่อมหลวงหญิงแฉล้ม ๔๐ บาท นอกนั้นเป็นทุนของวัดติดลูกกรงเหล็กรอบที่ศาลาโถงหลังพระอุโบสถ สิ้นเงิน ๑๑๐ บาท ด้วยทุนของวัด พ.ศ. ๒๔๗๕ ซ่อมศาลาข้างประตูซุ้ม ๒ หลังนั้นอีก เพราะผนังบางส่วนทรุด และเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาซึ่งแต่เดิมเป็นกระเบื้องไทย เปลี่ยนใหม่เป็นกระเบื้องเคลือบสี ของหลวงพระราชทานหลังละ ๘๐๐ บาท สิ้นเงิน ๔,๔๓๐.๒๙ บาท โรงเรียนภาษาบาลีแต่ก่อนอาศัยกุฏีใหญ่ในคณะเหนือเป็นที่สอน เมื่อมีนักเรียนมากขึ้นทั้งมีแผนกนักธรรมเพิ่มขึ้นอีก สถานที่ไม่สะดวกไม่เพียงพอ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ทรงบริจาคทรัพย์ให้สร้างตึกนิภานภดลขึ้นในคณะใต้สำหรับเป็นโรงเรียนต่อมา สถานที่สร้างตึกนิภานภดลนั้น เดิมมีกุฎีหม่อมแย้มอยู่หลังหนึ่ง ชำรุดทรุดโทรมมานาน ถ้าจะซ่อมให้คืนดี จะต้องเสียค่าซ่อมเกือบเหมือนสร้างใหม่ จึงรื้อออกเพื่อสร้างตึกนิภานภดล ความพิสดารในการสร้างและฉลองตึกนิภานภดล มีแจ้งอยู่ในหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๑๒ ภาค ๑๒ เริ่มแต่หน้า ๗๙๔ เป็นต้นไปดังนี้
|